Wake UP

สิทธิมนุษยชนของ “นักสู้พันธุ์ข้าวเหนียว” ในเงื้อมมือของรัฐบาลทหาร

หากพูดถึงภาคอีสานและคนอีสาน คนภาคอื่นหรือรวมถึงคนภาคอีสานเองมักมีภาพจำว่า คนอีสานคือคนซื่อที่มีการศึกษาต่ำ ภูมิประเทศแห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์ หากชนชั้นนำต้องการหลอกใช้ใครสักคนเพื่อผลประโยชน์ ภาคอีสานมักเป็นหนึ่งในตัวเลือกต้นๆ ของเขา เลยไม่แปลกที่พื้นที่บริเวณนี้มักถูกกดขี่ และเป็นบริเวณที่ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากชนชั้นนำเสมอมา 

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสัมมนาทางวิชาการ “โครงการสิทธิมนุษยชนอีสาน 70 ปี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: สิทธิมนุษยชนไทยอยู่ตรงไหน?” ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยความอนุเคราะห์จาก AMNESTY INTERNATIONAL THAILAND

ภาพบรรยากาศงานเสวนาวิชาการในช่วงเช้า

“สิทธิมนุษยชน” วาระแห่งชาติที่รัฐเข้าใจ?

ประเด็นแรกที่สะดุดใจคือรัฐบาลของประเทศไทยได้ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนตามแนวคิด นโยบาย THAILAND 4.0 ซึ่งสวนทางกับ พระราชบัญญัติ กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้าในช่วงรัฐบาลทหารเข้ามาปกครองประเทศ เช่น พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการบังคับ กดขี่ ข่มเหง ความคิดและความรู้ของประชาชนเป็นอย่างมาก  ห้ามชุมนุม ห้ามขัดขวางการเข้าออกของสถานที่ราชการตั้งแต่ระดับชาติจนถึงท้องถิ่น รวมถึงการบังคับต้องแจ้งขออนุญาตชุมนุม ซึ่งจะสามารถชุมนุมได้ก็ต่อเมื่อทางรัฐอนุญาตแล้วเท่านั้น

ความรู้สึกเหมือนถูกโจรขโมยของ แต่ก่อนที่เราจะได้ไปแจ้งความหาความยุติธรรมเราก็ต้องไปยื่นให้โจรอนุญาตเราก่อน

ศึกสองทางที่ชาวบ้านต้องรับมือ

ก่อน คสช. ยึดอำนาจ นายทุนเป็นผู้ฟ้องคดีเรา แต่พอหลัง คสช.ยึดอำนาจ “รัฐ” เป็นผู้ฟ้องเราแทน

คำพูดของชาวบ้านที่ต่อสู้และคัดค้าน เหมืองทองคำ จังหวัดเลยที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์การถูกคุกคามภายใต้กฎหมาย จากที่กล่าวมานั้นไม่ได้ความว่า  นายทุนฟ้องชาวบ้านลดลง แต่กลับกันชาวบ้านกำลังถูกฟ้องจากทั้งนายทุนและรัฐเพิ่มขึ้น จากพรบ. การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่าชาวบ้านกำลังรับศึกสองทางซึ่งเป็นการเพิ่มความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเองและลูกหลาน ถูกปิดกั้นและคุกคามการแสดงออกทางความคิดเห็น  ชาวบ้านไม่มีแม้โอกาสในการแสดงความรู้สึก ไม่ว่าจะจัดเวทีสัมมนา  ประชุม การรวมตัวทั้งใหญ่หรือเล็ก  หรือการสวมเสื้อที่มีสี ข้อความที่เหมือนกัน ล้วนถูกปิดกั้น  ปิดโอกาสให้สังคมได้รับรู้ว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาถูกริดรอนสิทธิของตัวเองหนักขนาดไหน

ทุกเสียงของเราที่พูดออกไปเหมือน “หมาเห่าจรวด”

อีสานในความคิดของรัฐ จากวาทกรรมที่เราเคยได้ยินว่าอีสานคือพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งกันดาร สิ่งที่รัฐต้องการใช้อำนาจในพื้นที่นี้คือนำความทันสมัย การพัฒนาในด้านต่างๆ มาให้ ผนวกกับการวิจัยต่างๆ ที่ค้นพบทรัพยากรทางธรรมชาติใต้พื้นที่ที่ซ่อนตัวอยู่ ในพื้นที่ของชาวบ้าน หรือทรัพยากรทางด้านที่ดินและป่าไม้ ล้วนเป็นความต้องการที่รัฐพยายามใช้อำนาจนิยมนำความเจริญมาสู่พื้นที่ภาคอีสาน  แต่ภายใต้การใช้อำนาจรัฐที่อ้างความนำสมัยมาสู่พื้นที่เป็นการปิดล้อม กดดัน บีบคั้น กีดกัน คุกคาม ชาวบ้านให้ออกจากทรัพยากรที่เป็นเจ้าของและมีความผูกพันอยู่เดิม ลดทอนการพึ่งพิงพื้นที่ทางธรรมชาติใช้ทำมาหากิน โดยใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิประโยชน์ของชาติ แต่ไม่ได้เข้าใจหรือคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของในพื้นที่เดิมเลยสักนิด

ภาพบรรยากาศที่ชาวบ้านนำผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นมาจำหน่ายในงาน

หนึ่งในคำพูดของชาวบ้านประเด็นเหมืองโปรแตซ โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จ.อุดรธานี น้ำเสียงที่เจ็บปวดจากการเปรียบเสียงตัวเองเหมือน “หมาเห่าจรวด” ทำให้เราซึ่งเป็นคนนั่งฟังน้ำตาไหลไปโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้ชาวบ้านสู้จนสุดใจ ในสิทธิที่ตนเองพึงได้ เป็นการต่อสู้ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ถ้ารัฐเข้าใจและให้คุณค่าในชีวิตของประชาชน และให้ความสำคัญกับการกำหนดเลือกและเคารพในวิถีชีวิตของชุมชน แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือไม่ว่าพวกเขาจะต่อสู้มากมายขนาดไหนก็ยังไม่สามารถเอาชนะอำนาจจากรัฐและนายทุนที่ผสมพันธุ์กันได้

นายทุนกับรัฐผสมพันธุ์กันแล้ว ออกมาเป็นหยัง มาเป็นโครงการทั้งหลาย มาแย่งชิงทรัพยากรพี่น้อง เพราะฉะนั้นจำไว้ ถ้าเฮายอม เฮาก็ยอมตลอดไป ไม่ได้ปลุกระดมนะคะเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อธิบายให้พี่น้องฟังเท่านั้น

แม่ป๊อบ หรือ พรทิพย์ หงชัย ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย กล่าวกับผู้ที่มาร่วมงานประมาณ 300 คน

พื้นที่อนุรักษ์ที่ถูกคุกคาม

เวลาที่เราทำการขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่ ก็มีการถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่โดยตลอด ซึ่งการเดินทางไปไหนมาไหนจะถูกติดตามอยู่ตลอด อย่างเช่น ตอนที่นายกประยุทธ์มาที่มข. ผมจะถูกเจ้าหน้าที่มาเฝ้าผมตั้งแต่ตี 5 เปลี่ยนกันไปกันมา 5 – 6 ชุด ทั้งทหารทั้งตำรวจ จนนายกประยุทธุ์ขึ้นเครื่องจากขอนแก่น คือผมออกจากบ้านไม่ได้เลย คือไม่รู้ว่าเขาจะรักษาความปลอดภัยหรือกำลังละเมิดสิทธิของผม

หลังมีการเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น อย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับ “พื้นที่ชุ่มน้ำห้วยเสือเต้น”  เนื่องจากพื้นที่ห้วยเสือเต้นถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2552 ชาวบ้านจึงต้องการให้พื้นที่ห้วยเสือเต้นเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและรักษาคุณภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ ชาวบ้านบริเวณรอบห้วยเสือเต้นต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ต่อไป และเพื่อป้องกันไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทมาตั้งในพื้นที่

แต่ปัจจุบันเกิดปัญหากรมชลประทานอนุญาตให้มีการสร้างโรงงานแป้งมันสำปะหลังและให้สามารถใช้น้ำจากห้วยเสือเต้นได้ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชาวบ้านในพื้นที่มีความกังวลเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากชาวบ้านรวมถึงผลเสียที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ตัวแทนชาวบ้านซึ่งถ้านับอายุก็คงราวๆ กับคุณตาของเราท่านกล่าวว่าท่านถูกคุกคามจากนายทุนและอำนาจรัฐตลอด ถูกเฝ้าติดตาม ดักฟังโทรศัพท์ ทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก สิ่งที่ท่านต้องการคือได้มียกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำห้วยเสือเต้นให้เกิดการอนุรักษ์โดยให้ชาวบ้านในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย และท่านทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่มีความหวังว่า

ถึงนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลไหนมา เราก็อย่าทิ้งพื้นเพของอีสานเรา รักษาวัฒนธรรมต่างๆ ที่พ่อแม่เราทำต่อกันมา พื้นที่ห้วย หนอง คลองบึง ทรัพยากรป่าไม้ ให้พวกเราช่วยกันรักษาต่อไป ฟื้นฟูต่อไป

ธงแดงปักเต็มบ้าน โดยชาวบ้านไม่รู้เรื่อง

ตัวแทนเป็นคุณยายชาววานรนิวาสระบายความในใจด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกสายในห้องต้องมองที่คุณยายอย่างละสายตาไม่ได้คุณยายขึ้นต้นว่า

แต่ก่อนอยู่ดี กินดี ไม่เคยคิดว่าจะถูกละเมิดสิทธิได้ขนาดนี้

แสดงให้เห็นการละเมิดสิทธิสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน มันเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าใครไม่เคยเจอหรือสัมผัส ก็คงจะไม่เข้าใจ คุณยายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความอึดอัดใจ ปลายเดือนมีนาคม 2558 ขณะทำบุญเผวส (บุญมหาชาติ) ได้มีทหารเข้ามาปักธงแดงเต็มทั่วถุงนาของชาวบ้าน เพื่อสำรวจแร่โปรแตสและเปิดเหมือง ทางกลุ่มชาวบ้านร่วมตัวและได้ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง และยืนยันการปฏิเสธการเข้ามาของเหมืองโปรแตส ทางชาวบ้านตั้งคำถามกับเจ้าที่รัฐแต่ไม่เคยได้รับคำตอบเลยสักครั้ง

พอเข้าไปถามอุตสาหกรรม 3 – 4 ครั้ง อุตสาหกรรมไม่เคยรับหน้าประชาชน เขาหนีตลอด เขาให้เลขาฯ ของเขาตอบเราว่า พวกยายไม่มีสิทธิที่จะดู อาชญาบัตรพิเศษ  พวกแม่เลยบอกว่า อ้าว! แม่เป็นเจ้าของที่ถิ่น ทำไมแม่ถึงจะไม่มีสิทธิดูว่าการขุดเจาะจะถูกบ้านถูกนาเราไหม  กรมที่ดินตอนเราไปทำโฉนด เสียภาษีทุกปีทำไมบอกพวกเราว่า จากดินจดบาดาล จากดินจดฟ้าเป็นของยาย ให้รักษาเอาไว้ แล้วทำไมวันนี้มาบอกว่า จากดินถึงบาดาลถ้าเกิน 100 เมตร เป็นของรัฐ แล้วถ้ารัฐจะเจาะลงไป มันไม่ผ่านบ้านยายหรอ ไม่ผ่านดินยายหรอ ทำไมไม่ขออนุญาตยายก่อน

* อาชญาบัตรพิเศษ คือ หนังสือจากรัฐอนุญาตให้ผูกขาดสำรวจแร่เป็นกรณีพิเศษภายในพื้นที่ที่กำหนดให้

คุณยายมะลิ แสนบุญศิริ ขณะเล่าเรื่องราวการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่บ้านเกิด /ภาพจาก อยู่ดีมีแฮง

คุณยายเล่าประสบการณ์ที่ได้เจออย่างสนุกเราขำตามในการเล่าของคุณยายในบางครั้ง คุณยายบอกว่าแกถูกขู่ทำร้าย จนไปถึงการนั่งยาง คุยยายพูดหยอกว่า “อยากนั่งอยู่นะยาง มันจะนุ่มหรือเปล่า”

ทั้งๆที่รู้ว่านั้นคือตลกร้าย แต่เราก็อดยิ้มให้กับความกล้าของคุณยายไม่ไหวจริงๆ  นั้นคือเรื่องจริงที่ชาวบ้านกำลังต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องทรัพยากรของตนด้วยสิทธิที่ตนควรจะได้รับ การคุกคามด้วยอำนาจของชนชั้นนำ ทำให้เกิดความกลัวถึงชาวบ้านทุกคน ชาวบ้านถูกฟ้อง ถูกเรียกตัวปรับทัศนคติ คนแล้วคนเล่า ก็ยังไม่มีใครยอมแพ้ เพราะต้องการปกป้องแผ่นดินบ้านเกิดเอาไว้ให้ลูกหลายอย่างดีที่สุด คุณยายทิ้งท้ายเราด้วยคำพูดที่กระแทกหัวใจ จำความรู้สึกที่ฟังได้ว่าได้ยินน้ำเสียงอารมณ์ในตอนนั้นว่าพอคุณยายพูดเสร็จน้ำตาเราไหลเลย นี้คือสิ่งที่คุณยายฝากไว้ในวันนั้น

ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน ถ้าหากว่าแม่เป็นรากหญ้า ก็อย่าเหยียบอย่าย่ำกันเลย ทุกคนที่เข้าไปเป็นรัฐบาล ก็ไปจากรากหญ้า ได้จากพวกรากหญ้านี้ละคะ

เป็นแกนนำเพราะยืนแถวหน้า

ตัวแทนชาวบ้านท่านนี้เป็นคุณยายกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบาเหน็จณรงค์ อ.บาเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิอีกท่านพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือบอกเล่าประสบการณ์ที่พบเจอ ทั้งการทำถ่านหิน ชีวมวลและเหมืองแร่ ท่านยังคงเน้นย้ำเหมือนท่านอื่นๆ ว่าต้องการอนุรักษ์ปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อให้ลูกให้หลาน

แต่สถานการณ์ตอนนี้ การทำ EIA ของชีวมวลผ่านเรียบร้อยแล้ว ผ่านโดยไม่ได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในพื้นที่ ชาวบ้านเองพยายามที่จะแสดงความคิดเห็นมีการนัดสวมเสื้อที่มีข้อความคล้ายกันคือ “หยุดถ่านหิน” พอชาวบ้านลงพื้นที่เพื่อสำรวจการดำเนินงานของโครงการในพื้นที่ของตน กลับได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่โดยอ้างว่าชาวบ้าน “เป็นพม่า” ไม่ให้เข้า การถูกปิดป้ายว่า “พม่า” ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาพื้นที่ของชาวบ้านกลับมองชาวบ้าน “เป็นคนอื่น” และพยายามเบียดขับพวกเขาออกไปเป็นคนอีกชนชาติหนึ่ง

การทำ EIA แต่ละครั้งพวกเราจะใส่เสื้อผ้าไปบอกว่า หยุดถ่านหิน เขาบอกว่าเข้าไม่ได้ ถ้าจะเข้าไปต้องกลับเสื้อก่อน ถ้าไม่กลับเสื้อไม่ให้เข้า พวกชาวบ้านเลยคิดว่าเป็นการคุกคามสิทธิของพวกเราหรือเปล่า

มากไปกว่านั้นคุณยายยังเล่าถึงการถูกคุกคามและยัดเยียด “การเป็นแกนนำ” ให้กับตนเพียงเพราะตอนที่ไปยื่นหนังสือที่อบต. ตนนั้นได้ยืนอยู่แถวหน้าทำให้ตนต้องถูกตำรวจเรียกไปรายงานตัว เพราะเป็นแกนนำ ซึ่งคุณยายเองไม่ทราบว่าตนเป็นแกนนำตอนไหน

คำถามง่ายๆที่คุณยายถามขึ้นมา ทำให้เรานิ่งและทบทวนได้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มีความเข้าใจและตระหนักถึงสิทธิในการเรียกร้องความถูกต้องและยุติธรรมให้กับตัวเองและชุมชนที่ตนอยู่พวกเขามีความกล้ามากกว่าเราเสียอีก

ส่วนกลางหวังพัฒนา แต่ในพื้นที่กลับแตกร้าว

คุณตาตัวแทนชาวบ้านในประเด็นเหมืองโปรแตซ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จ.อุดรธานี เล่าผลกระทบอีกหนึ่งสิ่งให้เรารับรู้ว่าชุมชนแตกความสามัคคีกัน จากที่เคยสนิทกัน เคยทำบุญร่วมกัน ปัจจุบันภาพเก่าๆ แบบนั้นไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากปัญหาการเข้ามาของเหมืองโปรแตสเมื่อปี 2544 จนถึงตอนนี้ก็ 16 ปีแล้วปัญหาก็ยังไม่หายไป

เดี๋ยวนี้บ้านผม ในชุมชนของผม จากสิ่งที่เกิดขึ้น ทะเลาะกันแล้วครับ ผิดกันแล้ว อย่างหมู่บ้านผมแบ่งเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับบริษัท อีกฝ่ายวางตัวเป็นกลาง อีกฝ่ายไปคัดค้านก็คือหมวดผมนี้ละครับ ทำบุญร่วมกันไม่ได้แล้ว

คุณตาแค่อยากจะฝากถึงชนชั้นนำผู้มีอำนาจว่า หน่วยงานรัฐไม่ใช่คนดูทรัพยากรธรรมชาติที่แท้จริง แต่คนดูแลที่แท้จริงคือชาวบ้าน และผิดตรงไหนที่ชาวบ้านในพื้นที่จะดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ลูกให้หลานต่อไป

ยิ่งฟังยิ่งเจ็บปวดกับความเป็นจริงที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องพบเจอเป็นเวลา 10 กว่าปี แต่ถึงจะถูกรังแกมากขนาดไหน กำลังใจที่ต้องการปกป้องดูแลรักษาพื้นดิน ทรัพยากรให้ลูกหลานก็ยังมีอย่างเต็มเปี่ยม

รัฐบาลขาลงกับความมั่นคงที่ถูกสั่นคลอน

ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ หลายเหตุการณ์ที่ชาวบ้านถูกเอาเปรียบ ริดรอนสิทธิที่พึงมีของตน หลายครั้งที่ชาวบ้านต้องจ้างทนายไปศาล นัดเป็น 10 – 20 ครั้ง แต่ฝ่ายนายทุนมาเพียง 3 – 4 ครั้ง นั่นแสดงว่าอีก 10 กว่าครั้งที่เหลือนั้นคือเงินที่ชาวบ้านรวมกันเพื่อจ้างทนาย จ้างรถ หาอาหาร ต้องสูญไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งถ้าเทียบเม็ดเงินตรงนี้กับนายทุน ก็คงเป็นเสี้ยวหนึ่งของเงินที่พวกเขามี นั่นคือความเลื่อมล้ำทางสังคมซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ยากที่จะหมดไปจากประเทศเรา

การออกมาประกาศของรัฐบาลยกให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ มองอีกนัยหนึ่ง นั่นเป็นความกลัวลึกๆของชนชั้นนำที่ถูกสะเทือนอำนาจที่เขามี จึงรีบออกมาแสดงให้นานาชาติเห็นถึงการใส่ใจประชาชนที่มากขึ้น แต่ลึกๆ ทุกอย่างกลับสวนทางกับพฤติกรรมที่เขาเหล่านั้นทำต่อประชาชนมาเป็นเวลาหลายปี จากที่เราเห็นและสัมผัสจะเห็นได้เลยว่าอำนาจรัฐกำลังถูกสั่นคลอนรัฐเลยต้องลดอำนาจการต่อรองจากประชาชนให้น้อยลง บีบให้ประชาชน กดดัน หวาดกลัวเหลือช่องทางในการร้องเรียน ปัญหาต่างๆ ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ จากทุกกลุ่มชาวบ้าน ชุมชน ทุกภาคส่วนไม่ได้รับการแก้ไข

ภาพบรรยากาศภายในงานสิทธิมนุษยชนอีสาน 70 ปี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: สิทธิมนุษยชนไทยอยู่ตรงไหน? /ภาพจาก อยู่ดีมีแฮง

สิ่งที่เราทำได้คือการหาพื้นที่ในการเคลื่อนไหว นั่นก็คือพื้นที่สาธารณะทางสังคมหรือพื้นที่ทางประชาธิปไตย ให้ประเด็นความทุกข์ยาก การละเมิดสิทธิต่างๆ ได้รับรู้ถึงหูประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ การหาพื้นที่สาธารณะ ให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้ออกมาแสดงความรู้สึก แสดงความคิดทัศนคติจะทำให้เกิดการตื่นตัวของคนในสังคม กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนทางสาธารณะออกไปถึงผู้มีอำนาจ ชั้นชนนำ และชนชั้นปกครองทั้งหลาย


ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นลูกอีสานพันธุ์ข้าวเหนียว ที่มีความรู้สึก เข้าอกเข้าใจ ถึงความยากลำบากของชาวบ้าน จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องราวการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคอีสานในพื้นที่สื่อสาธารณะให้คนภายนอกได้มีโอกาสรับรู้และเกิดการตื่นตัวเนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

เราขอเป็นหนึ่งกำลังใจ ส่งไปถึงชาวบ้านหรือใครก็ตามที่กำลังประสบปัญหาการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะภาคไหนในประเทศ ทุกคนล้วนประสบปัญหาแบบเดียวกัน และมีจิตใจที่เข้มแข็งกล้าหาญ กล้าต่อสู้ อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ไม่หวั่นต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาเป็นอุปสรรคคุกคาม เราขอต่อสู้เคียงข้างทุกคน

ขอกราบลงบนหัวใจหมาที่กล้าเห่าจรวด ดีกว่าสรรเสริญจรวดที่ไม่กล้าลงมามองหน้าหมาบนพื้นดินเลยสักครั้ง


ขอขอบคุณ

Amnesty International Thailand
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ศูนย์วิจัยการเมืองท้องถิ่นอีสานและอาเซียน มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์, เดอะอีสานเรคคอร์ด, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
เอกอัครราชทูตและตัวแทนสถานทูต
– H.E. Ambassador Staffan Herrström เอกอัครราชทูตสวีเดน 
– H.E. Ambassador Satu Suikkari-Kleven เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ 
– H.E. Ambassador Brian John Davidson เอกอัครราชทูตอังกฤษ
– Shawn Friele, Second Secretary (Political and Economic) สถานทูตแคนาดา 
– Andrew L. Armstrong, Second Secretary (Political Section) ตัวแทนสถานทูตอเมริกา
และขอขอบคุณ นักสิทธิมนุษยชนทุกท่าน ศรัทธาจากหัวใจ

ผู้เขียน

ศิวลักษณ์ ทรัพย์สิน

นักร้อง นักเขียน นักแสดง นักเทคนิคการแพทย์ ลูกอีสานใต้พันธุ์ข้าวเหนียวที่แท้จริง ใช้ชีวิตตามแรงปรารถนา และความรู้สึก นับถือเทวดา คู่กับเสียงเพลงเป็นเพื่อน หลักดำเนินชีวิต : อะไรที่เกิดขึ้น ดีทั้งนั้น :

ภาพประกอบหน้าปกโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 247 times, 1 visits today)
Previous post

คนร่านเชิญทางนี้!! นี่คืองานเสวนา (เกือบวิชาการ ) เหมาะสำหรับ "คนร่าน 2017"

Next post

ตามรอยคำตอบมารีญา!! ทำไม "การลงทุนกับเด็ก" ถึงสำคัญกับ "สังคมผู้สูงอายุ"

Way's UP

Way's UP

กองบรรณาธิการ Way's UP

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *