EdutainmentFilmLesson learned

ถอดบทเรียนจาก “Wonder” หนังฟีลกู้ด “สุดมหัศจรรย์” ส่งท้ายปี 2017

Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์  เป็นเรื่องราวของอ็อกกี้ พูลแมน เด็กชายอายุ 10 ขวบที่เกิดมามีใบหน้าผิดรูปทำให้เขาต้องเรียน Home school กับแม่ที่บ้านมาตลอด เวลาออกไปไหนมาไหนของอ็อกกี้มักใช้หน้ากากมนุษย์อวกาศเพื่อปิดบังใบหน้าและสร้างความมั่นคงในจิตใจให้ตัวเองเสมอ

แต่เมื่อวันหนึ่งที่เขาจำเป็นต้องไปโรงเรียน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตทางสังคมกับเด็กคนอื่นๆ ได้เรียนรู้โลกจริงภายนอกโดยไม่มีพ่อ แม่ พี่สาวหรือหน้ากากคอยปกป้อง และครั้งนี้เองที่พาเขาไปเจอกับการถูกกลั่นแกล้ง มิตรภาพ ความรัก น้ำตา ความผิดหวัง และความธรรมดาของชีวิต

และนี่คือความอิ่มเอมใจที่ Wonder ได้ฝากไว้ให้เรา

การเตรียมความพร้อมคือสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก

สายตากังวลของอ็อกกี้ในวันที่แม่พาไปโรงเรียนครั้งแรก /ภาพจาก Rogerebert

การต้องเปลี่ยนสภาวะความคุ้นเคยทางสังคม เป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างมากสำหรับเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กอย่างอ็อกกี้ที่เวลาออกจากรั้วบ้านจะถูกจ้องมองและได้รับคำถามเดิมๆ ตลอดทั้งชีวิต การให้อ็อกกี้เรียน Home school โดยมีแม่ของตัวเองเป็นคนสอนจึงเป็นทางเลือกที่ครอบครัวของอ็อกกี้มีให้ลูกชายสุดที่รักในวัยเริ่มต้นชีวิต

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวจำเป็นต้องพาอ็อกกี้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติ 

การเปลี่ยนผ่านจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปยังสิ่งแวดล้อมหนึ่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมความพร้อม ภายในหนังได้สะท้อนให้เราเห็นขั้นตอนการพาอ็อกกี้ไปพบครูใหญ่ และเพื่อนที่ถูกคัดเลือกมาให้เยี่ยมชมและแนะนำโรงเรียน การคอยพูดคุยภายในบ้านที่ต้องผ่านคราบน้ำตา และการสนับสนุนทางจิตใจกันตลอดเวลา รวมทั้งการส่งกำลังใจสุดท้ายตอนมาส่งอ็อกกี้เข้าโรงเรียน ซึ่งภายในเรื่องเราค่อนข้างประทับใจกฎสองข้อของพ่อที่มีต่ออ็อกกี้ก่อนเข้าโรงเรียนมาก

กฎ 2 ข้อจากพ่อสู่อ็อกกี้ในวันเปิดเรียน

  1. “ยกมือตอบคาบละหนแม้ว่าเราจะรู้คำตอบ ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ที่สามารถลุยได้เลย” เห้ยยยยยยย นี่คือการสอนลูกให้ “อยู่เป็น” ในสังคมโรงเรียน เพราะนี่คือครั้งแรกที่อ็อกกี้ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตกับคนหมู่มากขนาดนี้ การไม่ทำตัวโดดเด่น จนน่าหมั่นไส้คือสิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้อ็อกกี้เป็นที่ถูกจับตามองไปมากกว่านี้ แต่ถึงกระนั้นพ่อเองก็เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงศักยภาพและมีที่ทางในการแสดงตัวตนในวิชาที่ยากที่สุดอย่างวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะได้แสดงให้คนอื่นเห็นว่าอ็อกกี้เป็นเด็กที่มีความสามารถ และพาไปสู่การยอมรับกันในความสามารถไม่ใช่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอก
  2. “ลูกจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่จำไว้เสมอว่าลูกไม่ได้อยู่คนเดียว” การเข้าโรงเรียนใหม่ๆ เป็นความยากลำบากของเด็กหลายคน โดยเฉพาะเด็กที่ติดพ่อแม่และผู้ดูแลมาก ยิ่งการเป็นเด็กที่มีหน้าตาแตกต่างจากคนอื่นและไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตทางสังคมกับเด็กคนอื่นมาก่อนอย่างอ็อกกี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งหรือแปลกแยกจากโรงเรียนหรือห้องเรียนที่เขาอยู่ การเตรียมความพร้อมเด็กเพื่อบอกถึงความรู้สึกและสถานการณ์ที่เขาอาจต้องเผชิญและเน้นย้ำให้เขาได้เห็นว่าแม้ในสถานที่แห่งนั้นเขาจะรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ในชีวิตจริงแล้วเขายังมีคนคอยสนับสนุนและมอบความรักให้เสมอ อย่างน้อยก็เมื่อตอนที่เขากลับบ้าน

Normalise สิ่งที่อ็อกกี้เจอว่าคือเรื่อง “ธรรมดา”

สิ่งที่ในเรื่องนำเสนอไม่ใช่ภาพความน่าสงสาร เวทนา ที่คนรูปลักษณ์แตกต่างจากคนอื่นต้องเจอ หนังพยายามเล่าเรื่องและทำความเข้าใจว่าทำไมคนแบบอ็อกกี้ต้องถูกมอง เราชอบมากกับบทสนทนาที่อ็อกกี้คุยกับชิวเบคก้าจากสตาร์วอร์ซึ่งเป็นเพื่อนในจินตนาการที่มักจะมาเสมอเมื่ออ็อกกี้พยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์อะไรบางอย่าง เพราะเขาและชิวเบคก้าต่างมีความแปลกเหมือนกัน และในบางครั้งอ็อกกี้ก็ใช้ชิวเบคก้าในการมองตัวเอง

ชิวเบคก้า เพื่อนในจินตนาการจากสตาร์วอร์ซึ่งอ็อกกี้มักพูดคุย และนำมาโรงเรียนด้วยเสมอเมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่เขาพยายามทำความเข้าใจ /ภาพจาก starwars.wikia.com

ถ้าแกมาเดินอยู่ในโรงเรียน ฉันก็คงมองแก เพราะแกตัวใหญ่และหน้าตาแบบนั้น แต่ฉันก็ต้องขอโทษด้วยถ้าฉันจ้องจนทำให้แกรู้สึกอึดอัด

คือมันใช่และมันเรียลมาก เพราะถ้าคุณยังต้องใช้ชีวิตในสังคมกับคนร้อยพ่อพันแม่ที่ต้องเดินสวนทางกันตามท้องถนน ห้างสรรพสินค้า หรือสวนสาธารณะ มันคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ถ้าคุณมีลักษณะแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของสังคมคุณจะถูกมองด้วยความสนใจ และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องเผชิญ เราชอบประโยคนี้มาก เพราะมันสะท้อนให้เกิดความเข้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายถูกจ้องและฝ่ายโดนจ้อง

สำหรับฝ่ายถูกจ้องคงต้องทำความเข้าใจอย่างที่อ็อกกี้คิด ซึ่งนั่นจะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ตรงนั้นได้ง่ายขึ้นว่ามันเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่เราจะถูกมอง ส่วนฝ่ายที่ชอบจ้องคนอื่นเองก็ได้ตระหนักด้วยว่าการที่เรามองหรือจ้องคนอื่นนั้นเรากำลังทำให้เขารู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ และการที่เราจ้องคนอื่นเพื่อสนองความสงสัยใคร่รู้ของเรานั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งในการผลักคนเหล่านั้นออกจากพื้นที่สาธารณะทางสังคมได้

มากไปกว่านั้นเราชอบฉากที่เวียพี่สาวของอ็อกกี้บอกว่า

อ็อกกี้เธอไม่ใช่คนที่มีวันแย่ๆ เพียงคนเดียวนะ คนอื่นเขาก็เจอกันทั้งนั้น

พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวที่เธอถูกเพื่อนสนิทเมินเฉย และความรู้สึกต่างๆ ที่เธอเองก็ต้องเผชิญ มันทำให้อ็อกกี้เห็นและเข้าใจว่าความรู้สึกถูกปฏิเสธ ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับโรงเรียนนั้นเขาไม่ได้เผชิญอยู่เพียงคนเดียว และสิ่งเหล่านี้เป็น “เรื่องธรรมดา” ที่ทุกคนจะต้องเจอ

การละเลยลูกบางคนเพื่อดูแลอีกคนเป็นพิเศษ

คุณค่าอีกอย่างหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อ และเป็นประเด็นสำคัญที่ลูกๆ หลายคนต้องเจอคือการถูกละเลยทอดทิ้งจากพ่อแม่ ซึ่งการละเลยทอดทิ้งที่เรากำลังจะกล่าวถึงคือการละเลยทอดทิ้งทางความใส่ใจ และความรู้สึก หรือการปฏิบัติที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นคนสำคัญ หรือถูกให้สำคัญน้อยกว่าพี่น้องของเขา หนังได้สะท้อนเรื่องนี้ออกมาได้อย่างดีผ่าน “เวีย” พี่สาวของอ็อกกี้ ที่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเสียสละความรัก ความรู้สึก ความถูกใส่ใจจากพ่อแม่ เพราะว่าทุกคนมุ่งความสนใจไปที่อ็อกกี้เกือบทั้งหมด

ภาพของเวียที่ต้องเดินตามหลังพ่อแม่น้องที่จูงมือกันตลอดเวลา คือสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อให้เราเห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เธอต้องเผชิญ /ภาพจาก imdb

กรณีแบบนี้เราจะเห็นว่าในขณะที่เราพยายามแก้ปัญหาหรือทำให้สถานการณ์อีกอย่างดีขึ้น ในทางกลับกันเรากำลังทำให้คนอีกคนรู้สึก “ขาด” ในสิ่งที่เขาควรได้รับ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงมัธยมปลายซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต การถูกละเลยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นเธอไม่ได้ถูกถามว่า “วันนี้ของเธอเป็นอย่างไรบ้าง?” ก็เป็นอะไรที่บั่นทอนจิตใจและสร้างความรู้สึกสงสัยในคุณค่าของตัวเองได้เหมือนกัน

ซึ่งอันตรายที่เกิดขึ้นจากรณีของการขาดความรัก ความใส่ใจจากพ่อแม่ และการเห็นพ่อแม่รักลูกอีกคนมากว่านั้น อาจนำไปสู่ความเกลียดชังพี่น้อง หรือโกรธคนในครอบครัว รวมทั้งการพาตัวเองออกไปนอกบ้าน และหาความรักความใส่ใจจากบุคคลภายนอกในรูปแบบอื่นแทนได้

โชคดีที่ “เวีย” ภายในเรื่องนี้สามารถจัดการกับกระบวนการคิดของตัวเอง พยายามทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีโอกาสพบกับแฟนที่สามารถเติมเต็มสิ่งที่เธอขาดได้ รวมทั้งในตอนท้ายที่ครอบครัวก็หันมาให้ความสนใจเธอมากขึ้น จึงทำให้เธอสามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าอึดอัดตรงนั้นมาได้ แต่เราควรมีคำถามทิ้งท้ายไว้เหมือนกันว่าถ้าไม่ใช่เวียแล้ว ปลายสุดของสถานการณ์นี้สามารถผลักลูกหลานของเราไปพบเจอสถานการณ์และความรู้สึกแบบไหนได้อีกบ้าง?

เราไม่ควรด่วนตัดสินใคร

สิ่งที่หนังได้สร้างความมหัศจรรย์ให้กับเราเป็นอย่างมากคือการที่หนังได้ฉายภาพเบื้องหลังของความคิดและพฤติกรรมของแต่ละคนให้เราเห็น ซึ่งทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกอึ้งๆ ไปเหมือนกัน ในขณะที่เรากำลังตัดสินคนจากพฤติกรรมสุดท้ายของเขา ในขณะที่เราบอกว่าเราไม่ชอบเขา จนบางครั้งเกินเลยไปจนถึงขั้นแบนและพยายามทำให้คนเหล่านั้นถูกกันออกจากสังคม หนังก็พาเราไปรู้จักกับเบื้องหลังของแต่ละคนว่าเขาต้องผ่านอะไรมา ความจำเป็นแบบไหนที่ทำให้เขาต้องแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแบบนั้น

มันทำให้เราเห็นชัดว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีชีวิต จิตใจ และมีเหตุผล ที่มาที่ไปของพฤติกรรมนั้นๆ เสมอ หนังทำให้เราเห็นว่า โลกไม่ได้มีด้านเดียว และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเราว่าถ้าเราเจอคนทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก หรือพฤติกรรมที่เราไม่ชอบ เราควรมีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า “เพราะอะไรที่ทำให้เขาต้องแสดงพฤติกรรมออกมาแบบนั้น?” เพราะถ้าเรามีคำถามนี้แล้ว เราคิดว่ามุมมองเชิงตำหนิของเราจะลดลง และจะถูกแทนที่ด้วยแง่มุมของการพยายามทำความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งมันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อจิตใจเราเองมากกว่าด้วย

คิดเปลี่ยน โลกเปลี่ยน

อ็อกกี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกของเขาเพื่อให้คุณพอใจได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนความคิด และเปิดใจคุณเองในการยอมรับเขาได้

เปรี้ยง!!!!!เราเหมือนถูกฟาดด้วยของแข็งอย่างแรงลงกลางอก คำพูดแค่ประโยคสั้นๆ จากครูใหญ่ทูชแมนที่พูดกับผู้ปกครองของจูเลียน มันส่งผลกับเรามาก

ท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และความคิดเห็นที่แตกต่าง มุมคิดที่ทำให้เราเห็นว่า “ทุกคนต่างเป็นตัวของตัวเอง” และ “เราไม่สามารถเปลี่ยนใครได้” และ “การเป็นตัวเองของใครไม่ใช่สิ่งผิด” คือสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรมี

เรามีประสบการณ์อันหนึ่งที่อยากแบ่งปัน คือในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงเรามีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนคณะเดียวกับเรา เขาเป็นคนที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันที่เราเคารพนับถือ ซึ่งตอนนั้นเรามองเขาว่าแปลกมาก ทำไมเขาถึงต้องคิดแบบนั้น และคนที่คิดแบบนั้นคือคนเลว ไม่รักชาติ แต่ในทางกลับกันเรากลับได้ฟังประโยคสัมภาษณ์ของคนที่เราคิดว่าเลวว่า

หนูอยู่กับทุกคนได้นะคะ แต่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับหนูได้หรือเปล่า?

ประโยคนั้นทำเราอึ้ง!! และนำมาสู่จุดเปลี่ยนทางความคิดสำคัญว่า คนที่เป็นปัญหาคือใคร? เรา หรือ เขา?  ทำไมการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ถึงถูกมองว่าประหลาด? แล้วทำไมคนที่มีอะไรประหลาดต้องถูกขับออกไปจากสังคม? เราสามารถกำจัดคนประหลาดให้หมดไปได้เหรอ? หรือว่าในโลกนี้ทุกคนจะเหมือนกันไปหมดเหรอ? เราว่าไม่!!

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า “แล้วทำไมเราถึงไม่แก้ไขทุกอย่างที่ตัวเรา ด้วยการยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกับความแตกต่างเหล่านั้นให้ได้ อย่างที่เขาสามารถอยู่กับเราได้” เพราะเราทุกคนต่างมีชีวิตหลากหลายแง่มุม การยอมรับในความต่างบางมุมของคนอื่น อาจพาเราไปเจอความเหมือนและความมหัศจรรย์อีกหลายมุมในชีวิตของเขา อย่างที่คนรอบข้างอ็อกกี้ได้เจอและสัมผัสว่าเขามหัศจรรย์ขนาดไหน

ถ้าคนจะมองก็ให้เขามองไป เธอไม่สามารถกลืนไปกับคนอื่นได้หรอก ในเมื่อเธอเกิดมาเพื่อที่จะโดดเด่น

คำพูดจากเวีย ที่กระซิบบอกอ็อกกี้ในวันเข้าเรียน เป็นอีกหนึ่งประโยคสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่าการพลิกมุมมอง สามารถทำให้จุดต่างกลายเป็นพลังได้

ทุกคนล้วนมหัศจรรย์

นี่เป็นเพียงบทเรียนส่วนหนึ่งที่เราได้จากเรื่อง Wonder ที่ภายในได้บรรจุความดีงามมากมายที่รอให้เราได้สัมผัส โดยเฉพาะเรื่องความสำคัญของความสัมพันธ์ของสถาบันครอบครัวที่สามารถสร้างแรงสนับสนุนและเป็นฐานพลังชีวิตให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดีแล้ว

มากไปกว่านั้นการที่มีครูที่รู้จุดแข็งและพยายามบริหารด้านดีของเด็กแต่ละคนด้วยการให้โอกาสและความเชื่อใจอย่างครูทูชแมนนั้น ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถกอบกู้จิตวิญญาณและฟื้นฟูให้เด็กได้เติบโตในเส้นทางที่ดีได้แบบไหน

และสิ่งสำคัญสุดท้ายที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกคือ ในเรื่องนี้ทุกคนต่างเป็นพระเอกในชีวิตของตน ทุกคนต่างมีความสำคัญและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราทุกคนต่างต้องเผชิญกับความทุกข์ ความสุข การต่อสู้เพื่อให้ถูกยอมรับไม่ต่างกัน และนั่นคือความมหัศจรรย์ที่เราทุกคนต่างมี คงเหมือนกับที่อ็อกกี้บอกเราว่า

ทุกคนคู่ควรที่จะได้รับการยืนปรบมือชื่นชมอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ขอขอบคุณ Wonder ที่ทำให้เราได้อะไรดีๆ ส่งท้ายปี

ภาพหน้าปกบทความโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 1,618 times, 1 visits today)
Previous post

"เป็นไปได้ไหม..ที่คนเป็นรับกับรับจะรักกัน?"

Next post

ความเจ็บปวดของคนหนุ่มสาว

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *