Point of WayYour way

ความเจ็บปวดของคนหนุ่มสาว

ความคิดในการเขียนบทความนี้ของผมเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังยืนโหนรถเมล์ครับ วันนั้นเป็นวันที่ผมทำงานที่ใหม่วันแรก หลังจากที่ทำงานอีกที่หนึ่งมาได้ 1 ปี และเช่นกัน ผมย้ายที่อยู่ตามสถานที่ทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือการเจอกับรถเมลล์ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่แออัดกันในนั้น ผมพยายามจะแทรกตัวเพื่อขึ้นไปให้ได้ราวกับมันเป็นรถคันสุดท้ายของชีวิต แต่พอขึ้นเสร็จผมมองออกไปข้างนอกกลับเลวร้ายยิ่งกว่า สภาพการจราจรข้างนอกทำให้ผมไม่รู้เลยว่าจะไปทำงานวันแรกทันหรือไม่ ผมไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง โดยเฉพาะตัวผมเอง ผมมีเวลาช่วงโปร 6 เดือนเพื่อพิสูจน์กับบริษัทว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการรับเข้าทำงาน แต่ถ้าวันแรกผมไปสายมันคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ระหว่างนั้นรถก็ค่อยๆ เลื่อนไปเรื่อยๆ ราวกับ Hipster ที่ค่อยๆ ใช้ชีวิตไปอย่างใจเย็น พร้อมทั้งเยาะเย้ยถากถางเราว่า “ก็มึงชอบนักหนิ ชีวิต Slow life”

มันเลยทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามกับผู้คนที่อยู่รายรอบ ว่าสิ่งเหล่านี้หรือที่พวกเขาต้องเจอกันทุกวัน เราต่างใช้เวลากับการเดินทางไปร่วม 3 – 4 ชม. ต่อวัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนบอกเราว่า เวลาคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต อะไรที่เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาอดทนกับปัญหาที่เกิดขึ้น คุณค่าในชีวิตของพวกเขาคืออะไร?

สุดท้ายผมกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง นี่นะหรือสิ่งที่ผมต้องเจอไปอีกสิบๆ ปี (ถ้าผมทำงานที่นี่ไปจนกษียณ) อะไรจะเป็นสิ่งที่เป็นคุณค่าให้ผมยึดถือต่อเหตุการณ์ที่ต้องเจอในแต่ละวัน อุดมการณ์มากมายที่มีมาตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัยจะหายไปมั้ย ผมจะเติบโตไปเป็นคนที่ผมเคยเกลียดหรือเปล่า เลยเถิดไปจนถึงสังคมแต่ละยุคสมัย

“วินัยและความอดทน” คุณสมบัติของคน Gen X

ใช่ครับ ผมเป็น Gen Y วัยที่กำลังซ่า วัยที่กำลังเต็มไปด้วยพละกำลังที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและท้าท้ายความเชื่อเก่าๆ วัยที่บางครั้งการพิมพ์ก็ไวกว่าความคิด วัยที่คน Gen X ต้องปวดหัวว่าจะจัดการพวกเรายังไงให้อยู่กับร่องกับรอยและทำอะไรเป็นหลักเป็นฐาน ซึ่งถ้าหากมองกันแล้ว ยุคของคน Gen X ถือว่าเป็นยุคที่มีความมั่นคงมากๆ ผู้คนมักจะมีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ขีด(หรือถูกขีด)ไว้ว่าหากดำเนินตามนั้นแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งรายได้ที่เข้ามาอย่างสม่ำสมอ กับบทบาทและหน้าที่ที่มีกรอบเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าควรทำอะไร “วินัยและความอดทน” จึงเป็นสิ่งที่คน Gen X มักจะมี

Gen Y เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มั่นคง

แต่กลับกันกับคนยุค Gen Y เรามักจะอยู่ในโลกแห่งความฝัน เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง เราเชื่อในความยุติธรรมทั้งในเชิงรายได้และกฏหมาย ทำมากย่อมได้มาก ทำผิดต้องได้รับผิด เราเกลียดระบบเจ้าขุนมูลนาย ที่มักจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการผูกขาด เราเชิดชูคนที่ทำฝันเป็นจริงได้ด้วยตัวเอง เรารักในอิสระและพร้อมจะหลุดออกจากกรอบตราบใดที่มันไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพราะเราพร้อมรับความเสี่ยงจากสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราได้สร้างไว้ให้ เราเบื่อความมั่นคง เพราะชีวิตของเราไม่มีความมั่นคงเลยตั้งแต่รายได้ เป้าหมายในชีวิต จนถึงเรื่องความสัมพันธ์ เราเบื่อการเมือง ใช่ครับ เราหมดหวังกับรัฐบาลที่ทำอะไรให้เราไม่ได้นอกจากความมั่นคง

ภายใต้โลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและการไม่ได้รับโอกาสให้เรียนรู้ เราไม่อยากขออะไรจากรัฐบาลทั้งนั้น เราเข้าใจว่าอำนาจย่อมตามมาด้วยการควบคุม แต่เราขอแค่อย่าทำอะไรให้เราเดือดร้อนไปมากกว่านี้และหวังว่าวันหนึ่งคนรุ่นเราจะไม่ทำซ้ำรอยเดิมอีก

เราเคยต่อสู้กับความเชื่อของเรา แต่ตอนนี้เราเหนื่อยล้าจากความพ่ายแพ้ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เราทำอะไรได้ไม่มากนัก ใครคนหนึ่งเคยบอกเราว่า อย่าเปลี่ยนความเชื่อของผู้ใหญ่ เพราะนั่นหมายความว่าคุณกำลังทำลายสิ่งที่เขาเชื่อมาทั้งชีวิต และตอนนี้เราเข้าใจมันแล้ว

ฝันเล็กๆ ของคน Gen Y

คน Gen Y แม้จะเต็มไปด้วยความฝัน แต่มันเป็นความฝันที่เล็กมากๆ ถ้าเทียบกับคน Gen X เราไม่เคยมีความฝันอยากจะได้บ้านหลังใหญ่ รถหรูคันงาม หรือครอบครัวที่เต็มไปด้วยลูกหลาน ไม่ใช่ว่าไม่อยากมี แต่เรารู้ว่าสังคมตอนนี้มันไม่เอื้อให้เราทำแบบนั้น เราฝันแค่ว่าอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง มีคอนโดหรือบ้านเล็กๆ สักหลังที่เราสามารถเดินทางได้สะดวก มีครอบครัวเล็กๆ มีลูก 1 คน สุดสัปดาห์เราสามารถไปเที่ยวทั้งในและต่างประทศได้โดยไม่ขัดสน หรือบางครั้งเราก็ฝันอยากเดินทางไปรอบโลก มีงานที่เราสามารถทำได้ทุกที่ และมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับเรามากกว่าตัวเงิน (แต่เงินก็ต้องพอให้เราอยู่ได้นะ!) ซึ่งความจริงแล้วเราต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือ “การมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

เนื่องในโอกาสที่ทำงานครบ 1 ปี กับอายุ 23 ขวบ ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คน gen Y อยู่รอดในอนาคตได้มีดังนี้ครับ

1. รู้ตัวเอง

ไปอ่านได้ในหนังสือชื่อ Future ของคุณภิญโญ หรือ Managing Oneself อ่านหนังสือเล่มบ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่อ่านผ่านๆ เฉพาะบทความในมือถือ

2. หา Comfort Zone ของตัวเองให้เจอ

ผมคิดว่าคำว่า Go out of Comfort Zone ที่คนมักพูดกัน มันใช้ไม่ได้แล้ว สังคม Gen Y เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่ได้สนับสนุน Comfort Zone ใดๆ เลยอยู่แล้ว แต่ในขณะดียวกัน Comfort Zone ในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในเรื่องของรายได้และการดำเนินชีวิต

แต่มันหมายถึงการรู้เท่าทันตัวเอง รู้ว่าอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ตอนไหนควรเร่งตอนไหนควรพัก เป็น “สมดุลในชีวิต”ของแต่ละคนที่ต้องหาให้เจอ

ไม่งั้นแล้วเราจะจมไปกับความรู้และข้อมูลมากมายที่พร้อมจะให้เราเสพ โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย รวมถึงหาสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะรับฟัง มีอุดมการณ์ และคิดทำสิ่งดีๆ ไปด้วยกัน รวมกลุ่มกันเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง หาสังคมแบบนั้นให้พบนะครับ ยุค Gen Y คือยุคแห่งความโดดเดี่ยว ที่บางครั้งเราก็เชื่อว่าเราอยู่คนดียวได้ แต่ผมว่าอยู่คนเดียวบางทีมันก็เหงานะครับ

3. จงสร้างแทนการต่อสู้

ถ้าเชื่อในอะไรสักอย่าง “จงสร้าง!!” การต่อสู้ทางความคิดหรือเปลี่ยนความเชื่อใครสักคนเป็นเรื่องยากมากๆ คุณไม่อาจทำให้คนทั้งโลกคิดได้เหมือนคุณ (ง่ายๆแค่คิดเปลี่ยนความคิดพ่อแม่ เราก็จอดตั้งแต่ในบ้านแล้ว) เช่นกันการบ่นหรือโต้เถียงคนใน Social network ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากจะเติมเต็มอีโก้ที่มีเยอะอยู่แล้วให้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญคุณคิดจริงๆ เหรอว่าในสังคมมนุษย์ที่มีอายุราว 2 แสนปี สิ่งที่คุณคิดนั้นมันไม่มีคนคิดก่อนคุณ ดังนั้น สิ่งที่เราพอทำไดัเพื่อทำให้คนมาเชื่อในแบบเดียวกับเราก็คือการสร้างสิ่งที่เราเชื่อ ให้เขาเห็นผลลัพธ์และประโยชน์เพื่อที่จะได้มาสร้างร่วมกัน

คนเรามักจะไม่เปลี่ยนความคิดตราบใดที่มันยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนหรอกครับ

หาแนวร่วมให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่คำเสียดสีหรือเหน็บแหนบที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายและคำแซะต่างๆ

คุณคงไม่อยากรับฟังคนที่กำลังตะโกนด่าคุณอยู่ใช่มั้ย นอกจากนั้นการมีเพื่อนที่จะสร้างสิ่งที่เราเชื่อไปกับเราในช่วงตั้งต้นนี่ล่ะครับคือเรื่องสำคัญ หากคุณหาเจอแล้วก็รักษาเค้าให้ดีๆ ด้วยนะครับ


สุดท้ายผมไม่รู้ว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับใคร มันอาจจะเป็นบทความเท่ห์ๆ บทความหนึ่งที่เต็มไปด้วยคนมาแสดงความเห็นเพื่อสนับสนุนทั้งความเชื่อและอีโก้ของผม หรือเป็นบทความที่ไม่มีใครอ่าน เป็นบทความบ่นๆ ของโนบอดี้คนหนึ่งท่ามกลางผู้คนนับล้าน แต่ยังไงก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมจะได้กลับมาอ่านและได้ตั้งคำถามกันมันว่าอะไรกันที่ทำให้ผมถึงเชื่อแบบนั้น ทำไมถึงคิดได้ดีหรือแย่ขนาดนี้ ซึ่งมันจะเป็นทั้งเครื่องเตือนสติและความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นคนแบบนี้และเชื่อแบบนี้

ใช่ครับ สุดท้ายมันก็เติบเต็มและทำให้ผมเติบโตอยู่ดี 

ผู้เขียน

Reianthong นักบัญชีที่ชอบขีดๆ เขียนๆ เพื่อเข้าถึงตัวตนและสังคมผ่านประสบการณ์ที่ได้รับ ชอบเขียนเรื่อง Relationship , coming of age และ Urbanization แต่มีความสนใจเรื่องธุรกิจ การเงิน และจิตวิทยา ข้าพเจ้ายังอ่อนหัดนักสามารถให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทความได้ตลอดนะครับ

 

 

ภาพหน้าปกบทความโดย: Kaimook Kulpornpatsorn

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 409 times, 1 visits today)
Previous post

ถอดบทเรียนจาก "Wonder" หนังฟีลกู้ด "สุดมหัศจรรย์" ส่งท้ายปี 2017

Next post

งานเสวนาวิชาการ "คุณภาพชีวิตที่ดีแบ่งปันได้อย่างไร?"

Way's UP

Way's UP

กองบรรณาธิการ Way's UP

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *