Wake UP

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก!! ความรักที่แสนอัดอั้นและเจ็บปวดของลูกๆ ผู้ถูกบงการ

“แม่ไม่ภูมิใจกับสิ่งที่กูเลือกหว่ะ”

“พ่อไม่ให้หนูไปไหนเลย เขาบังคับหนูทุกวิถีทาง”

หลากหลายบทสนทนากับหลากหลายกลุ่มคนที่เรารู้จักในช่วงที่ผ่านมา ต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับการที่พ่อแม่คอยควบคุมบังคับ และมีภาพวาดชีวิตของเราอย่างที่เขาใฝ่ฝัน
ในคืนหนึ่งขณะที่เราคุยกันอย่างออกรส ใครคนหนึ่งถามขึ้น “มึง! ตกลงชีวิตนี้มันเป็นของเรา หรือของพ่อแม่เราวะ?” บรรยากาศเงียบไปสักพัก เพราะหลายคนกำลังครุ่นคิด แต่ไม่นานก็มีหนึ่งเสียงทะลุพุ่ง dead air ขึ้นมา
“กูว่าชีวิตนี้ยังไงมันก็เป็นของเราหว่ะ ตอนพ่อแม่เอากัน เค้าไม่ได้ถามเราสักหน่อยว่าอยากเกิดมามั้ย ดังนั้นถ้าเค้าเกิดเรามาแล้ว เลี้ยงเราให้รอดชีวิตมาถึงวันนี้ กูยังคิดนะว่าชีวิตนี้มันก็ต้องเป็นของเรา แต่เราก็ควรรับผิดชอบกับคุณภาพชีวิตของเขาอย่างที่เขาเคยให้เรามา โดยไม่สูญเสียชีวิตของเราอ่ะ ถ้ามีอะไรที่เขาเข้ามาในชีวิตกูเกินไป กูก็ไม่ยอม คือกูว่าคนทุกคนต่างมีพื้นที่ส่วนตัวอ่ะ”
เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย ตาแตกมาก ทุกคนพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน พร้อมจบบทสนทนาใน topic นั้น

ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครหรอก

เราคิดว่าปัญหาของพ่อแม่หลายคนคือ คิดว่าตนเองเป็น “เจ้าของชีวิตลูก” ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราอยากจะย้ำตรงนี้ว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใครได้เลย

ประเด็นของการมองว่าลูกเป็นเจ้าของชีวิตของเรานั้น มันสำคัญอยู่ที่่เราจะลืมไปว่า “แท้ที่จริงแล้วลูกคือเจ้าของชีวิตตนเอง” เมื่อเป็นดังนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือพ่อแม่หลายคนมักจะเลี้ยงลูก “ด้วยภาพฝันของตัวเอง” เราเคยเห็นไหมครับ พ่อแม่ที่ตั้งเป้าไว้ละว่าลูกฉันต้องเป็นโน่น ต้องเป็นนี่ ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้

คือเด็กหลายคนเนี่ยมีแผนชีวิตตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิยันโตแล้วว่าจะมีอาชีพอะไร ต้องโตมาแบบไหน คือพ่อแม่บางคนมีให้ตั้งแต่ตัวเองยังไม่ได้ท้องด้วยซ้ำนะ “ถ้ามีลูกนะชั้นจะให้ลูก……….” แก! มันมีแบบนี้จริงๆ และอะไรแบบนี้นี่แหละคือจุดเริ่มของการเลี้ยงภาพฝันของตัวเองบนอีกชีวิตหนึ่ง

เราเองยังจำการพูดคุยกับเพื่อนสาวคนหนึ่งในตอนที่พวกเราเคว้งคว้างกับหนทางชีวิตข้างหน้าว่าจะเลือกงานแบบไหน จะเดินกันอย่างไรต่อ เพราะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราเพิ่งรู้ว่าการเลือกจะทำงานสักงาน มันมีปัจจัยเยอะมากให้ต้องคิด ใกล้บ้าน? ใกล้ผัว? สวัสดิการ? ความคาดหวังครอบครัว? โอ๊ยยยย สารพัดประดามี บทสนทนานี้จึงเกิดขึ้น

เรา: “มึงโปรเจคจะจบละ มึงจะทำไง?”
เพื่อนสาว: “กูก็สมัครงานไปหลายที่อยู่ ก็รอเค้าเรียกสัมภาษณ์”
เรา: “มึงจะไปสาย NGOs ต่อเหรอ แม่มึง prefer ให้มึงไปสายราชการหนิ”
เพื่อนสาว: “กูก็ต้องเลือกสิ่งที่กูชอบแหละ แม่ก็มีชีวิตของแม่ กูก็มีชีวิตของกู วันหนึ่งเค้าก็ต้องไป แต่เหลือกูที่ต้องทำในสิ่งนี้ต่อ”

เมื่อลูกคือผลประโยชน์ของพ่อแม่

ตั้งแต่ไหนแต่ไรการมีลูกมันมักมีขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพ่อแม่ อย่างเช่นการมีลูกในสมัยก่อนคือมีเพื่อมาเป็นแรงงาน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำมาหาเลี้ยงชีพภายในบ้าน ช่วยสร้างและส่งเสริมบารมีให้กับตระกูล ลูกผู้หญิงก็เป็นโซ่คล้องเชื่อมสัมพันธ์ให้อีกตระกูลหนึ่ง ลูกผู้ชายก็เปรี้ยง!! ทำหน้าที่ต่อนามสกุลไป เอาให้รู้ว่านามสกุลนี้ของกูหย่ายยยย

คือการมีลูกมันมาพร้อมผลประโยชน์ของพ่อแม่ในลักษณะนั้น พอพ่อแม่มีผลประโยชน์กับลูกปุ๊บ การคอยบังคับชีวิต เจ้ากี้เจ้าการ วางแผนตระเตรียมให้เป็นไปอย่างใจมันเลยเกิดขึ้น อย่างที่เราเห็นชัดๆ หรือยังเกิดกันทันก็จำพวกวัฒนธรรมการ “คลุมถุงชน” จนทำให้บรรดาลูกๆ หลายคนลุกขึ้นมาแหกปาก เรียกร้องสิทธิในชีวิตตัวเองกันมาแล้วในยุคหนึ่ง

แต่เอาเข้าจริงแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วจนถึงปี 2018 ความคิดในการคอยควบคุมบังคับลูกๆ เองก็ยังหลงเหลือติดมาในยุคนี้ แต่มันก็เปลี่ยนรูปไปตามค่านิยมและลักษณะสังคมในปัจจุบัน ในยุคนี้หลายคนบูชาคนกันที่อาชีพ เงินเดือน ตำแหน่ง และพ่อแม่ที่ลูกสามารถเอื้อมถึงจุดๆ นั้นได้ก็จะรู้สึกภูมิใจ มีหน้ามีตา

เหมือนลูกที่ประสบความสำเร็จตามบรรทัดฐานทางสังคม เป็นเครื่องประดับและอาภรณ์ชั้นดีที่พ่อแม่จะได้สวมใส่ และสิ่งสำคัญที่จะพาไปอยู่ตรงจุดเหล่านั้นได้คือ “การศึกษา”

จึงไม่แปลกที่พ่อแม่หลายคนส่งลูกเรียนสารพัดสิ่งพิเศษ ปกป้อง ดูแล คอยกันออกห่างจากความผิดพลาด และความเสี่ยงที่นอกลู่นอกทางทั้งหลาย ทำตัวเป็นยาม และผู้คุมกฎอันเคร่งครัด

“ข้อตกลงร่วม” หนทางที่ให้ลูกรู้สึกถึงอำนาจและคุณค่าในชีวิตตนเอง

เราเชื่อเหลือเกินว่าพ่อแม่ต่างรักและปรารถนาดีกับลูก เราเห็นด้วยว่าพ่อแม่ควรมีวิสัยทัศน์ในการเลี้ยงลูก แต่คงไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่มีเบื้องหลังความคิดเป็นเจ้าของชีวิต ที่คอยสร้างกรอบอันแสนอึดอัด บังคับ และห้ามไม่ให้ทำนู่นทำนี่ โดยไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้โต้เถียง แลกเปลี่ยน และนำมาสู่ความยืดหยุ่นจนเกิดเป็น “ข้อตกลงร่วมกัน” (collective agreement) ระหว่างพ่อ แม่ ลูก หรือหุ้นส่วนทั้งหมดภายในบ้าน ที่ไม่ใช่กฎ ระเบียบ อันน่าแหก

เราไม่ใช่เจ้าชีวิตใคร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ที่เราต่างยึดโยงซึ่งกันและกัน ดังนั้นการรักษาโยงใยความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ไว้ ในขณะเดียวกับการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงคุณค่าและอำนาจในการปกครองชีวิตตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญในการให้ลูกๆ ทุกคนรู้สึกอิ่มเอมใจในชีวิตของพวกเขา

จากเด็กเรียบร้อยสู่ผู้ใหญ่ที่ซึมเศร้า

ถามว่ามีหรือเปล่าที่เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้แล้วปัง มีอ่ะมี!! แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเป็นผู้รอดจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย “ความรัก” และ “ความปราถนาดี” อันนี้หรอกครับ

เด็กหลายคนพลาดการลิ้มลองรสชาติของโลกไปหลายรส พลาดโอกาสได้รับกรรม และผิดพลาดในวัยเด็ก ซึ่งเรามองว่าเด็กเนี่ยแหละเป็นวัยที่เขาควรผิดพลาด ควรลองอะไร ควรติดอะไรในทางที่ถูกมองว่าไม่ดีบ้างโดยมีคนคอยยืนดูอย่างเข้าใจและประคับประคองไม่ให้เขาเจ็บไปมากนัก

เพราะไม่งั้นเราจะเห็นเด็กที่อยู่ในระเบียบ แบบแผน เรียบร้อย และประสบความสำเร็จในชีวิต (อย่างที่พ่อแม่วาดไว้) เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเพื่อนๆ หรือคนที่เรารู้จักหลายคนที่่ยอมรับว่าตัวเองได้เติบโตมาแบบนั้นแล้วตอนนี้เป็นโรคซึมเศร้า เกิดความไม่มั่นใจในชีวิต ไม่กล้าตัดสินใจ เกิดข้อสงสัยในพลังอำนาจและคุณค่าในตัวเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วความหมายของชีวิตเขานั้นคือการอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อความฝันของตัวเอง หรือเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งที่พ่อแม่อยากเห็น

เพื่อนที่เรารู้จักหลายคนเรียนมหาลัยก็เที่ยวเปิง ยั่วๆ บดๆ สุดฤทธิ์ ลองหมดทุกอย่าง ขบถมันทุกวิถีทาง เพียงเพื่อจะรื้อฟื้นพลังอำนาจของตัวเองที่ไม่เคยได้รับจากที่บ้านและเพียงแค่อยากแหกปากบอกกับพ่อแม่ว่า “เอาชีวิตของหนูคืนมาาาาาาาาาาา” ซึ่งถ้าวันนั้นมาถึงจะมีแต่คนที่บาดเจ็บสาหัสด้วยกันทั้งนั้น


ไม่ใช่ใครทุกคนที่แข็งแกร่ง และกล้าที่จะเป็นขบถต่อพ่อแม่ เพราะขบถเหล่านั้นต่างต้องใช้พละกำลังในการพิสูจน์ตัวเองอย่างมหาศาล

คุณพ่อคุณแม่ครับ มันจะง่ายกว่าไหมถ้าท่านลองเปิดใจ??

แทนที่การหล่อเลี้ยงและถ่ายโอนความคาดหวังของพวกท่านลงในตัวลูก เราอยากให้ท่านเลี้ยงดูเราให้เติบโตจากพื้นฐานความชอบของเรา ให้เราได้เลือกชีวิตของเราอย่างที่เราปรารถนา เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันช่างหนักหน่วงและทำให้เราอึดอัดเหลือเกิน

จริงๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องเสียพลังและเสียโอกาสในการสร้างความสุขไปขนาดนั้น หากท่านยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็น พวกเรารักท่าน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องทำให้ท่านพอใจ

แต่ความปราถนาสูงสุดที่เราหวังไว้ คือการที่เราสามารถสร้างความพอใจให้กับท่าน ด้วยสิ่งที่เราเลือกด้วยพื้นฐานที่เป็นอยู่ของตัวเราจริง

ภาพหน้าปกบทความโดย: Khongkuan Nichaphat

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 2,105 times, 1 visits today)
Previous post

อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล”

Next post

จากอารีย์สู่ซีเรีย: ชีวิตการทำงานของสาวไทยในภาวะสงครามและภัยพิบัติทั่วโลก

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ

1 Comment

  1. jj
    August 15, 2018 at 3:37 pm — Reply

    เป็นบทความที่ดีมากเลยและเมื่ออ่านแล้วก็เหมือนสะท้อนให้เห็นตัวเองที่ทำตามพ่อแม่มาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือน slowly die inside

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *