InterWay

อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล”

เมื่อกล่าวถึงชื่อ “เนติวิทย์” ใครหลายคนอาจคิดถึงการแสดงความคิดเห็นที่ดุเดือดและตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือวัฒนธรรมประเพณี ที่เขาได้ตั้งคำถามและท้าทายไว้ตั้งแต่ช่วงที่ยังเป็นเด็กชายเนติวิทย์เมื่อครั้งมัธยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ทรงผมนักเรียน การเข้าแถวเคารพธงชาติ รวมทั้งการรณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

ภาพการรับรู้ของใครหลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “เนติวิทย์” อาจถูกแปรความตามสิ่งที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของเขาต่างกันไปเช่น “ไอ้เด็กเปรต” “นักสู้ประชาธิปไตย”  “ไอ้ลิเบอร่าน” “ความหวังของคนรุ่นใหม่” หรืออะไรก็แล้วแต่

ในวันนี้ Way’s UP ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ “แฟรงค์” หรือที่ใครหลายคนเรียกเขาว่า “เนเน่” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้รู้จักเขามากขึ้น ว่าแท้ที่จริงแล้วเนติวิทย์คือใคร ที่มาที่ไปของเนติวิทย์ที่สังคมรู้จักนั้นเป็นอย่างไร และตอนนี้ รวมทั้งอนาคตเราจะมีโอกาสเห็นเนติวิทย์ในแบบไหน

ที่บ้านเลี้ยงมาแบบไหน ทำไมโตมาเป็นแบบนี้?

โตมาที่ผมจำได้ก็คือ พ่อแม่ให้อิสระตลอดเลย อยากทำอะไรก็ได้ทำ ตั้งแต่ป.1 ผมโชคดีกว่าคนอื่นแถวบ้าน ที่พ่อแม่ยังห่วงใยเป็นพิเศษ แต่เรานี่อยากไปไหนพ่อแม่ก็ให้ไป แต่เขาก็เอาใจใส่เราเรื่องการเรียนและเข้มงวดเหมือนกัน เพราะบางทีเราก็ไม่ตั้งใจเรียน พ่อก็จะมาติวให้ โดยทั่วไปก็เน้นอิสระ

อีกอย่างพ่อแม่เราก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่บ้านเขาอยู่ใกล้กัน ดังนั้นมันเหมือนไม่มีใครเป็นใหญ่ ต่างคนก็อยากดูแลลูก ก็เหมือนว่าเขาต้องพยายาม present ว่ารักลูกกัน

พออยู่มัธยมผมก็ได้รับโอกาสจากพ่อแม่ อยากจะเรียนอะไรก็ได้เรียน ผมยังเคยคิดว่าอยากไปเรียนอาชีวะอยู่ช่วงหนึ่ง พ่อแม่เขาไม่มีห้ามเลย ผมว่าดีมากเลยในแง่นี้

แต่ก็มีทะเลาะกันเหมือนกันนะ เพราะเขาให้อิสระทางความคิดเราไง ช่วงประมาณปี 2554 พ่อเนี่ยเชียร์เสื้อแดงมาก  เราก็อยู่บ้านแม่ แม่ก็เปิดแต่ NBT ช่องหอยม่วง อภิสิทธิ์ เห้ย…เราก็ชอบนะ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ตามๆ เขาไป

การเติบโตท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดและศาสนาของคนในครอบครัว

ตอนมีสถานการณ์ทางการเมืองตอนนั้นเราอายุเท่าไหร่อ่ะ?

13 – 14 ปี ครับ

เป็นเด็กชายเนติวิทย์อยู่เลยโน๊ะ?

ใช่ครับ ที่บ้านก็เปิดเสื้อแดง ผมถูกพ่อไล่ออกจากบ้านก็มี บางทีไปบ้านแม่เนี่ย คุณอาเขาเวลาคุยทีไรต้องมีแบบ  “ไอ้ทักษิณมันทำค่าเงินบาทลอยตัว” ทุกครั้งเลย เมื่อก่อนก็ยังเป็นแต่ทุกวันนี้ดีขึ้น

เวลาถูกเขาไล่ออกจากบ้านเราก็ไปบ้านพ่อ ถูกพ่อไล่ออกจากบ้านก็ไปบ้านอีกหลัง เป็นแบบนี้ตลอดเลย แต่เขาให้ความเคารพเรานะ เราอยากแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ เวลาเรามีปัญหาที่โรงเรียนเขาก็ช่วยเคลียร์ให้

แสดงว่าสภาพแวดล้อมที่บ้านของเราก็มีความหลากหลายกันมาก แต่ทุกคนก็เคารพในความคิดเห็นเรา?

ครับ เคารพ เขาก็ไม่ได้อะไร แล้วที่บ้านนี่นับถือหลายศาสนาด้วยนะ พ่อก็นับถือทดลองมาหลายศาสนาละ แม้กระทั่งอ.อุบล พ่อก็มีรูปอยู่ที่บ้าน (หัวเราะ) ก็แปลกดีนะบ้านยายก็อีกแบบหนึ่ง คุณแม่ก็อีกแบบหนึ่ง ทำให้เราเห็นข้อดีข้อเสียของศาสนามาตั้งแต่เด็ก

เห็นศาสนามันดูเคร่งจังเลย แต่เราก็เห็นข้อบกพร่องของคน เห็นว่าเห้ย…. ศาสนามันก็ไม่ได้เป็นทุกอย่าง ศาสนามันก็มีข้อดีและมีข้อเสีย เราก็เลยไม่ได้ค่อนข้างสุดโต่งไปเชื่ออะไรขนาดพวกเขา

ตอนนี้พี่เห็นภาพเด็กชายเนติวิทย์ที่กำลังยืนมองสถานการณ์ทั้งความคิดความเชื่อของผู้ใหญ่ในครอบครัวเราอยู่ แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากความหลากหลายตรงนั้นมา เราคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเป็นนายเนติวิทย์ในวันนี้มั้ย?

เป็นส่วนสำคัญมากเลย พอมองกลับไปผมก็รู้สึกขอบคุณขึ้นมา แต่ว่าถ้าในช่วงนั้นก็คงไม่รู้  แต่พอย้อนกลับไปมองก็ใช่เลย ถ้าเราไม่มีพื้นฐานตรงนี้เนี่ย เราก็คงเป็นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ทั่วไป

การสนับสนุนจากพ่อแม่และครู สู่การสร้างนักคิดนักเขียนในโรงเรียน

อยากให้เราช่วยยกตัวอย่างหน่อยว่าพ่อแม่สนับสนุนเราอย่างไรบ้าง?

ช่วงประถมผมอยากเป็นนักเขียนนิยาย เขาก็สนับสนุนผมมาก ซื้อหนังสือมาให้เยอะ ผมก็เขียนนิยายเป็นตอนๆ ขายเพื่อนในโรงเรียนเล่มละ 5 บาท เขาก็สนับสนุนเงินให้ เราไม่มีเงินเขาก็ช่วย คือจะทำยังไงให้เพื่อนมาซื้อ เขาก็ซื้อขนมให้เราเอาไปให้เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อแสดงความมีน้ำใจ

ผมโชคดีที่ได้ครูที่ดี ตอนอยู่ป.5 มีครูสอนภาษาไทยคนหนึ่งแกเป็นนักเขียนนิยาย แล้วแกก็ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจอยากเขียนนิยายแฟนตาซีในตอนนั้น เราได้ครูที่ดีตลอด เจอคนดีๆ ที่เขาคุยกับเราได้ ทำให้เราได้แรงบันดาลใจ

จากที่ฟังมาก็ดูเหมือนว่าเราเป็นแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบคิดชอบเขียน แล้วเราเริ่มเข้ามามีบทบาทช่วงชิงพื้นที่สาธารณะตรงนี้ได้อย่างไร?

จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ได้อยากช่วงชิงอะไรกับใครนะ แม้กระทั่งทุกวันนี้เอง ผมก็ไม่ได้สังกัดกลุ่มกิจกรรมอะไร ผมไม่ได้อยากจะร่วมอะไรมากเท่าไหร่ เพราะผมก็มีพื้นที่ของผมเอง ตรงนี้มันมีอะไรสนุกๆ ให้ทำเยอะแยะ

ที่ต้องเข้ามาทำเพราะบ้านเมืองมันมีปัญหาจริงๆ และผมก็ประสบกับปัญหาจริงๆ ด้วย คือผมเป็นเด็กที่ดีมาตลอดตอนเรียน ผมก็เป็นคนที่ทำโน่นทำนี่ ครูก็อาจจะมองว่าผมโตกว่าเพื่อนหน่อย แต่เขาก็ให้เกียรติ ให้ความเคารพ เหมือนผมก็เป็นเด็กที่ครูอาจารย์ก็เอาใจใส่อยู่ แต่พอมีช่วงที่ผมไปทำนอกกรอบ เขาก็เลยเล่นงานผม

จากนักเรียนดีสู่ “นักเรียนผู้มีทัศนคติเป็นอันตราย”

นอกกรอบในที่นี้หมายความว่าอะไร?

ผมเขียนบทความ คือตอนแรกดีมากเลย ครูอาจารย์สนับสนุนมาตลอด ช่วงแรกผมเขียนกับลายมือแล้วถ่ายเอกสารขายเพื่อนในห้องเรียนเล่มละ 6 บาท ครูก็สนับสนุนให้กระดาษมาเลย ผมก็มีความสุขดี การเรียนก็ไปได้ดี ทุกอย่างดีหมด

แต่พอผมไปแตะเรื่องทรงผมนักเรียนเข้า ซึ่งผมไม่เคยทำผิดนะ ไม่เคยทำผิดเลย แต่เพื่อนบอกว่า เขียนโน่นเขียนนี่ เนี่ยเรื่องนี้ควรจะเขียนนะ อยู่ดีๆ ครูมาตรวจผมตอนใกล้สิ้นเดือนแล้ว ทำไมไม่ตรวจต้นเดือน ผมก็คิดว่า ใช่!! เราเป็นนักเขียนเราก็ควรเขียนเรื่องนี้บ้าง ผมก็เลยเขียน เอาไปให้ครูตรวจด้วย ต้องถวายครูก่อน ทุกอย่างทำอะไรผ่านครูหมด ครูก็เลยเอาผมไปเล่น

ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยกลายเป็นคนเลวร้ายในโรงเรียน ฝ่ายปกครองเขาเรียกกันมา 10 กว่าคนนะ แล้วเขาก็กักตัวผมไว้กว่า 5 ชั่วโมง ผมก็อยู่คนเดียวนะ ตอน ม.2 ตอนนั้นก็ต้องทนเขาเวียนกันมา คือผมเจอสภาวะกดดันมากเลย เพราะผมไม่อยากเชื่องไง เพียงแค่วันเดียว มันก็เปลี่ยนไปทั้งโรงเรียน

มันเป็นเรื่องหน้าเศร้ามากโน๊ะที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเพียงเพราะเรากำลังเรียกร้องสิทธิเนื้อตัวร่างกายของเรา

ผมก็แย่เลย เขาเรียกผมว่า “นักเรียนผู้มีทัศนคติเป็นอันตราย” เขาใช้คำนี้เลย ก็แย่ แย่มาก ม.3 นี่แบบโห…………………

จากการเรียกร้องเพื่อตัวเองสู่การเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่น

คิดว่าตรงนั้นมันเป็น Turning point ของเราม่ะ?

ครับ เป็น Turning point แต่จริงๆ คือผมชอบเห็นใจคนมากกว่าที่จะต้องโดนเอง แต่ตอนนี้มาโดนเองเลยรู้สึกว่า ไม่ได้!! เราต้องเรียกร้องความยุติธรรม แต่พอเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง ผมก็เริ่มคิดถึงคนอื่นขึ้นมาเหมือนกัน เอ้อ……คนอื่นเขาก็เจอคล้ายๆ เรา แล้วในขณะที่เรามีปากมีเสียง เพราะทำหนังสือในโรงเรียน เราก็น่าจะทำให้คนอื่นด้วย ผมก็เลยเขียน เคลื่อนไหวในโรงเรียน เขียนนู่น เขียนนี่

แล้วผมก็มาคิดอีกทีว่าผมคงอยู่โรงเรียนอีกหลายปี ผมก็ไม่อยากให้รุ่นน้องต้องมาเจอสิ่งไม่ดีที่ผมเจออีก ผมก็เลยพยายามหาวิธีเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ในช่วงนั้นผมก็ไปทำวารสารกับเพื่อนนอกโรงเรียน ก็กลายเป็นว่ามีสื่ออะไรมาติดต่อ ผมก็เริ่มมีชื่อเสียงภายในโรงเรียนมานิดนึง ก็ได้ไปออกสรยุทธ ก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น

ผมก็เขียนนู่นเขียนนี่ บางทีก็ไม่ตั้งใจนะ ทีนี้มีสำนักข่าวหนึ่ง (มีชื่อเสียงทางลบเกี่ยวกับการลอกข่าวหรือเนื้อหาของคนอื่นรวมทั้งมักใช้การพาดหัวที่ตำหนิและตัดสินผู้อื่น) เป็นสื่อแรกเลยที่ทำให้ดัง ไปด่าผมว่านักเรียนเลว บางเรื่องมันผ่านไปหลายอาทิตย์แล้วก็ยังตามไปขุดมา ผมก็งง นี่ใครมาด่าเราเต็มไปหมดเลยเนี่ย มันก็ฉุดไม่อยู่ละ

การเติบโตในพื้นที่สาธารณะของเนติวิทย์

แล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการอยู่ในพื้นที่สาธารณะตรงนี้?

คือผมคิดว่า

โลกนี้มันไม่ได้ขึ้นกับเหตุผลอย่างเดียว บางทีการใช้เหตุผลเกินไป เอาตรรกะเราเขียนไปอย่างเดียวหมดมันก็ไม่ดี ซึ่งเราอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ บางทีมันต้องใช้ emotion  บางทีมันต้องหาแนวร่วม

คือคนเขาอาจไม่เห็นด้วยกับเรา แต่เขาอาจจะมีประเด็นร่วมอะไรบางอย่าง ถ้าเรามองระยะยาวผมว่าการไปพยายามเปลี่ยนเขาให้มาเชื่อเรา บางทีมันไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะเราก็ไม่ใช่ว่าจะถูกไปตลอด การที่ให้คนมาเชื่อเรามันก็อาจไม่ใช่เรื่องดี ก็ให้เขาเชื่อแบบเขาไปนั่นแหละ แต่ให้มันมีประเด็นร่วมกันมากขึ้น

ช่วงหลังผมก็เห็นว่าบ้านเมืองมันแตกแยกเยอะ ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเห็นมาก แต่ตอนนี้เราก็เห็น ทำไมทหารอยู่ได้ขนาดนี้ ก็เพราะคนไม่ไว้วางใจกัน ทุกคนไม่ไว้วางใจ ทหารก็มาแทน  ตอนนี้ผมก็พยายามสื่อสารหลากหลายแง่มุมมากขึ้น อาจจะต้องใช้ emotion ด้วย ไม่ใช่เหตุผลอย่างเดียว

เนติวิทย์กับการแรงกระเพื่อมภายในจุฬาฯ

ในฐานะคนนอกเราสังเกตว่าหลังจากที่เนติวิทย์มาอยู่จุฬาฯ สังคมได้เห็นอะไรมากมายที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหรือได้ยินมาก่อนจากที่นี่ แล้วเราคิดว่าเราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นที่นี่บ้าง?

ในคณะตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะเหมือนกัน ผมโชคดีมากที่อยู่คณะรัฐศาสตร์ อาจารย์ก็ดีๆ หลายคน ถ้าย้อนกลับไปจริงๆ เรามีประเพณีมานาน คนแบบผมในคณะรัฐศาสตร์มีมาเรื่อยๆ ดังนั้นเราก็มีภูมิต้านทานอะไรบางอย่าง ก็โชคดีเหมือนกัน

แล้วก็ได้เข้ามาทำสภานิสิตฯ ถึงผมจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นานแต่ก็มีมาตรฐานที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน ต่อไปสภาฯ มีหน้าที่ตรวจสอบโครงการอย่างเดียวไม่ได้ สังคมมีปัญหาต้องออกแถลงการณ์ ผมอยู่จุฬาฯ ผมทำเรื่องพวกนี้ เพราะผมเข้าใจว่ามหาลัยนี้ยังคงมี impact บางอย่างกับสังคม

เหมือนตอนนี้ก็มีนักเรียนหลายๆ โรงเรียนติดต่อมา เขาบอกว่าเขาอ่านหนังสือหรือติดตามเราเขาก็ได้แรงบันดาลใจ เขาก็เลยตั้งพรรคและตรวจสอบทุจริตในโรงเรียน นักเรียนเองก็ตื่นตัวมาก มหาลัยหลายๆ ที่เขาเห็นว่าเราทำได้เขาก็ทำได้ มันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

แต่จริงๆ เรามีศักยภาพมากกว่านี้ที่จะทำ โดยเฉพาะถ้าเราได้ร่วมมือกับเพื่อนๆ ในมหาลัย เพราะแต่ละคนก็เก่งกันคนละด้าน ถ้าเราร่วมมือกันทำอะไรที่ impact กับสังคมได้มันก็จะดี เพราะผมมองว่าที่เราทำกันอยู่มันยังระดับผิวเผินไป เราสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเพื่อนต่างมหาลัย หรือต่างประเทศ เราอาจมีพื้นที่ในการออกแถลงการณ์ แต่ว่าอะไรหลายอย่างเราก็ไม่สามารถมีส่วนร่วมได้จริง

ช่วงนี้อะไรที่เราไม่ได้เห็นเราก็จะได้เห็น โดยเฉพาะช่วงขาลงของรัฐบาลคสช. เป็นอะไรที่สนุกมาก เราจะเห็นคนหลายแบบเลย

ปัจจุบันของเนติวิทย์

แล้วตอนนี้เนติวิทย์กำลังทำอะไรอยู่?

ตอนนี้เรื่องใหญ่ที่กำลังทำอยู่คือเรื่องเกณฑ์ทหาร ผมกำลังทำสารคดีกับเพื่อนๆ ปีนี้ผมจะออกหนังสือเรื่องเกณฑ์ทหาร มีหนังสือแปลด้วยจากต่างประเทศ ตุรกีเขาเจอหนักว่าเราเยอะ ผู้หญิงก็ต้องเกณฑ์ทหาร แล้วเขาเชื่อว่าทุกคนเกิดมาต้องเป็นทหาร เขามีคติพจน์เลย แล้วเราก็ย้อนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการหนีทหารตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนทหาร สิ่งเหล่านี้มันมีมาตลอด

แล้วผมจะกลับไปในคณะมากขึ้นหลังจากที่อยู่ส่วนกลาง บางอย่างการส่งเสียงออกมาดังๆ มันก็ดี แต่บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเสียงมันดังขนาดไหน มันอาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนก็ได้ แต่มันก็ดูไกล แต่ถ้าเราทำอะไรในคณะของเราแล้วมันเกิดเห็นผลได้ ผมว่ารุ่นน้องมีความสุข ได้ผลจริงๆ มันจับต้องได้มากกว่าเราก็อยากทำตรงนี้ด้วย

หนังสือที่เนติวิทย์อ่านอยู่ตอนนี้คือเรื่องอะไร?

ช่วงนี้ตั้งแต่ถูกปลดก็แปลหนังสือ แปลเยอะมากเลย เก็บกดอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แปลกับเพื่อนที่ถูกปลดด้วยกัน อย่างล่าสุดก็แปลหนังสือไป 7 เล่มละ กำลังจะออกมา ส่วนตอนนี้ผมอ่านพวกงานปรัชญา แต่มีเล่มหนึ่งที่ชอบชื่อว่า  “The proper study of mankind” เป็นหนังสือที่สนุกมากเล่มหนึ่ง มันมีทั้งแง่มุมประวัติศาสตร์และปรัชญาที่เอามาปฏิบัติได้ มันเป็นอะไรที่สามารถมาประยุกต์ใช้กับชีวิต และเอามามองสังคมได้

แล้วหนังสือที่แปลตอนนี้คนที่ติดตามเราสามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง?

ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่เพจ Netiwit Ntw บางเล่มก็จะวางขายเพราะดังมาก เช่นเรื่อง “On tyranny ” ของ Timothy Snyder เป็นหนังสือที่ขายดีของอเมริกา คนเขียนเป็นอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่เยล ตอนผมถูกจุฬาฯ เล่นงาน เขาก็ e-mail มาให้กำลังใจผมด้วย เล่มนี้ดีมาก ดังมาก

อนาคตของเนติวิทย์ที่เราอาจได้เห็น

อีก 10 ปีข้างหน้าเรามองเห็นภาพนายเนติวิทย์เป็นแบบไหน?

ผมก็อยากเป็นอาจารย์ แต่คณะอะไรก็ไม่รู้ เพราะผมก็มีความสนใจหลากหลาย แต่ว่าตอนนี้บ้านเมืองมันจำกัดมาก ทำให้ผมไม่มีโอกาสศึกษาในสิ่งที่สนใจทุกอย่าง แต่ถ้าคนรุ่นใหม่ในตอนนั้นมีแรงพอจริงๆ เราก็อยากมีพรรคการเมืองของเราขึ้นมา แต่ว่าตอนนี้เราก็ต้องเริ่มสร้าง ในสามปีที่ผ่านมาเราก็ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่มองสั้นไปหน่อย แทนที่เราจะเริ่มสร้างพรรคสร้างโน่นสร้างนี่ เราก็เรียนผิดเรียนถูกกันว่าจะสู้กับเผด็จการอย่างนั้นอย่างนี้จนบางทีเราก็แตกแยกทะเลาะกันไปหมด บางทีเราก็เริ่มต้องกลับมาคิดแล้ว

งั้นขอถามอีกทีว่าเรามีโอกาสกาบัตรเลือกตั้งให้กับนายเนติวิทย์มั้ย?

อาจจะเป็นไปได้ครับ ก็รู้สึกชอบนะครับ  คือก่อนหน้านี้ตั้งแต่อยู่มัธยม ไม่ได้รู้สึกอยากเล่นการเมืองเลย ไม่เคยติดตามข่าวการเมือง มีแต่ทะเลาะกัน เราเป็นเด็กเรารู้สึกว่ามันสกปรก แต่พอเราเห็นว่าถ้าเราไม่แก้ไขการเมืองให้ดีขึ้น เดี๋ยวทหารก็กลับมาอีก ถึงชุดนี้ไปผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่านี่จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้าย

ดังนั้น เราต้องการการเมืองที่ดี ซึ่งเราก็ต้องหานักการเมืองที่ดีให้ได้ และนี่เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่

แล้วถ้าตอนนี้มีคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามเรา หรือคนที่เกลียดเราอ่านบทสัมภาษณ์เราอยู่ เราอยากบอกอะไรพวกเขาบ้าง?

ผมว่าก็ต้องคุยกัน ผมก็เคยคุยกับคนที่ไม่ชอบหรือเคยด่าผม บางทีเราเห็นกันแค่ผิวเผิน เราอาจมีเวลามานั่งคุยกัน เขาอาจไม่ได้ชอบเรามากขึ้นนะ แต่ผมว่าเขาจะเข้าใจเรามากขึ้น

มนุษย์เรามีสิ่งที่มีร่วมกันคือการเข้าอกเข้าใจกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อเหมือนกัน

ติดตามเนติวิทย์ได้ที่: Netiwit Ntw และ Netiwit Chotiphatphaisal

ภาพประกอบหน้าปกโดย: Chatrawadee Duff

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 1,345 times, 1 visits today)
Previous post

เรียนรู้เรื่องผู้ลี้ภัย และชิม ช็อป สินค้าจากกลุ่มสตรีผู้ลี้ภัยในงาน Intercultural Bazaar

Next post

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก!! ความรักที่แสนอัดอั้นและเจ็บปวดของลูกๆ ผู้ถูกบงการ

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *