InterWay

จากอารีย์สู่ซีเรีย: ชีวิตการทำงานของสาวไทยในภาวะสงครามและภัยพิบัติทั่วโลก

ท่ามกลางบรรยากาศที่พลุกพล่านของซอยอารีย์ สถานที่นัด hang out ยอดฮิตของชาวเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยร้านรวง บาร์ คาร์เฟ่ เก๋ๆ ยันไปถึงซาวน่าเกย์ที่มีชื่อเสียง เราได้มีโอกาสนัดพี่เปิ้ล สาวเหนือในซอยอารีย์ ผู้ที่ชีวิตการทำงานของเธอกลับแตกต่างจากบรรยากาศย่านคอนโดที่เธออาศัยอยู่เป็นอย่างมาก เพราะสนามการทำงานของเธอนั้น มักจะเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัก เสียงระเบิด กลิ่นควันปืน และความสูญเสีย

ตั้งแต่ก้าวแรกในวงการจนถึง 17 ปีของประสบการณ์ที่พาเธอไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก นี่คือเรื่องราวของการเติมเต็มความฝัน การงาน และชีวิต ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ Way’s Up เชื่อว่าสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราได้อย่างแน่นอน

จากฝันนักการทูตสู่ชีวิตจริงในสายงาน NGO

ละคร “ยามเมื่อลมพัดหวน” ออกอากาศในปี 2536

คงเหมือนเด็กทั่วไปที่แรงบันดาลใจและความฝันของเรามักจะมาจากเรื่องเล็กๆ อาจเป็นหนังสือที่เราอ่าน หนังที่เราดู หรือผู้คนที่เราพบ เช่นเดียวกันกับพี่เปิ้ลที่ความฝันของเธอในการได้ทำงานระหว่างประเทศนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากละครเรื่อง “ยามเมื่อลมพัดหวน”

พี่เปิ้ล: ตอนม.ต้น เราดูละครยามเมื่อลมพัดหวน พระเอกนางเอกไปเจอกันที่ปารีส มีสองอาชีพชัดๆ ในนั้นคือนักการทูตและผู้จัดการโรงแรม  เราก็เลยปักหมุดไว้เลยว่าอยากเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relationship) พอได้เรียนไปสักพักเราได้มีโอกาสรู้จักกับองค์กร NGOs ที่ทำงานด้านเด็ก ด้านการค้ามนุษย์ ได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัครช่วยงาน ได้ไปฝึกงานระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะไปเรียนต่อด้านการพัฒนาสังคมที่ประเทศอังกฤษ

จากการทำงานและการเรียนทำให้โลกของเราเปิดกว้างมากขึ้น เป้าหมายเลยเปลี่ยนจากการอยากเป็นนักการทูตมาเป็นการทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ ตอนช่วงใกล้เรียนจบ องค์กรที่เราเคยฝึกงานก็ติดต่อมา เราเลยเก็บกระเป๋ากลับไทยมาทำงานเลย และเริ่มชีวิตการทำงานตั้งแต่ตอนนั้น

Humanitarian worker กับการเดินทางทั่วโลก

ด้วยภาระงานทำให้เธอต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

จากจุดเริ่มต้นในการทำงานสายพัฒนาที่อยู่ประจำประเทศไทย พี่เปิ้ลค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาตัวเองเพื่อให้พร้อมต่อการทำงานในระดับนานาชาติ จนถึงวันนี้เธอผันตัวเองมาทำงานสาย Humanitarian ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นตำแหน่ง international ตำแหน่งแรกที่เธอทำมา ซึ่งสถานะคือไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเทศใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในหน่วยเคลื่อนที่ Humanitarian Surge Team ขององค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง ที่จะเข้าไปช่วยเหลือองค์กรในประเทศต่างๆ ที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินฉับพลันและเจ้าหน้าที่ในประเทศนั้นๆ ไม่ทันตั้งตัว

พี่เปิ้ล: เราจะเดินทางเปลี่ยนประเทศไปเรื่อยเพื่อช่วยอุดช่องว่างของแต่ละที่ ในหน่วยก็จะมีคนที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพแตกต่างกัน เราเป็นผู้จัดการอาวุโส เนื้องานส่วนใหญ่จะเป็นการจัดการทีม จัดการโครงการในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือกรณีฉุกเฉินหลังเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็น สึนามิ แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม  เช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหวประเทศใดประเทศหนึ่ง ความต้องการของพื้นที่ตอนนี้คืออะไร องค์กรต้องทำอะไร ต้องการคนเท่าไหร่ เครื่องมือที่ใช้มีอะไรบ้าง เราก็จะเข้าไปช่วยจัดตั้งทีมทำงาน รับสมัครคน ทำแผนกลยุทธ์ ต้องคิดและช่วยเหลือคนตรงนั้น เราอาจอยู่ 3 – 4 เดือนเพื่อให้คนในพื้นที่สามารถทำงานต่อได้ พอเขาเริ่มอยู่ตัวเราก็ไป

ก้าวแรกสู่ซีเรีย

ในขณะที่ประจำอยู่ในประเทศไทยเธอเองได้มีโอกาสไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ต้องการคนทำงานระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านเธอจะได้ไปในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วทวีปเอเชีย และนั่นจึงเป็นที่มาของความฝันว่าถ้าเธอได้ทำงานตำแหน่งระดับนานาชาติเธออยากไปทำงานที่ “ตะวันออกกลาง” พื้นที่ที่ความขัดแย้งยังคงปะทุ

พี่เปิ้ล: ตอนนั้นที่เราออกมาทำระดับระหว่างประเทศก็เพราะเราอยากไปตะวันออกกลาง

งานแรกที่ได้ไปเลยคือซีเรีย เวลาเราบอกใคร เขาก็จะถามว่าแน่ใจเหรอ แต่เราตื่นเต้นมาก เพราะงานในพื้นที่ขัดแย้งคืองานที่เราไม่เคยทำ

3 ปีที่ผ่านมานี้ เราไปกลับตะวันออกกลางหลายรอบมาก ไปซีเรียสองรอบ ไปตุรกี อิรัก เยเมน และล่าสุดปาเลสไตล์ ไปจนเราบอกว่าขอพอก่อน ขอกลับมาเอเชียบ้าง

ประสบการณ์ในพื้นที่สงคราม

พี่เปิ้ล: ตอนที่ไม่เคยไป เราคิดเหมือนคนทั่วไปว่าอาจต้องไปอยู่ท่ามกลางสงคราม แต่การทำงานในองค์กรมันมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะก่อนที่องค์กรจะเข้าไปทำงานได้ มันต้องมีการประเมินความปลอดภัยว่ามีความเสี่ยงในระดับที่พอรับได้ ทุกคนที่จะเข้าไปต้องผ่านการอบรม มีความรู้ สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง

บางประเทศก็บอกเลยว่าถ้าจะไปต้องผ่านการอบรมอันนี้ เช่น มีสอนว่าถ้าผ่านด่านตรวจที่มีคนถือปืนเราต้องทำอย่างไร ถ้าระเบิดตกต้องกระโดดหลบท่าไหน

ในห้องจะมีกระเป๋าทุกไซต์ มีเต้นท์สองอัน มีรองเท้าเดินในเมือง เดินในป่า มีที่นอน มีที่ชาร์จโทรศัพท์แบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะในสัญญาของเราคือเราต้องพร้อมเดินทางภายใน 48 ชั่วโมง 

เราโชคดีที่แต่ละที่ที่ไปสถานการณ์มันดี อย่างเช่นเมื่อไปถึงซีเรียเจ้าหน้าที่จะบอกว่า green zone ของเราคือจากไหนถึงไหนที่เราสามารถออกไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตอนนั้นเราได้ไปเขียนแผนว่าถ้ามีเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นเราจะทำอะไร จะอพยพคนอย่างไร พอเรากลับได้หนึ่งเดือนแผนที่เราเขียนคนที่ประเทศนั้นได้ใช้ หลังจากนั้น green zone ก็หดแคบลงเรื่อยๆ 

เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

ก่อนที่จะได้ลงพื้นที่สิ่งที่เธอต้องผ่านคือการอบรมจำนวนมากที่ช่วยเตรียมความพร้อมถ้ามีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น เช่นการถูกลักพาตัว ซึ่งไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ต้องเตรียมตัว แต่หมายรวมถึงครอบครัวที่ต้องถูกเตรียมพร้อมในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งนั่นนับว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่ลำบากพอสมควร

พี่เปิ้ล:  เราก็ต้องมานั่งเตรียมแม่ว่าถ้าเกิดเหตุแบบนี้กับเราเขาจะต้องทำตัวอย่างไร เช่นถ้าเราโดนลักพาตัว เราก็ต้องเตรียม proof of life หรือสิ่งที่จะใช้ยืนยันว่าเรายังมีชีวิต มันเป็นคำถามที่เอาไว้ถามกับคนที่จับตัวเราไป ซึ่งจะรู้เฉพาะพ่อแม่เราหรือคนที่มีข้อมูลเราเท่านั้น เราต้องผ่านกระบวนการที่ต้องเตรียมคำถามนี้กับแม่ ต้องอธิบายว่าแม่ต้องจำคำตอบให้ได้ เพื่อให้ได้รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ ถามว่ายากไหม ยากนะ แต่เราก็รู้สึกขอบคุณที่แม่เข้าใจ

คือแม่เขารู้ว่าเขา Say no กับเราไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็ยังพูดตลอดว่า “ไม่ไปได้ไหม”

หลังสงครามและเสียงระเบิด

เนื่องจากการทำงานที่ทำให้เธอต้องเตรียมพร้อม และเตรียมตัวตลอดเวลา เพราะต้องอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินและมีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การอยู่ด้วยความเร่งรีบ กดดัน และเสี่ยงต่อชีวิตของตัวเองและเพื่อนร่วมงานที่เธอต้องรับผิดชอบ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็อาจมีผลกระทบกับชีวิตส่วนตัวบ้างไม่มากก็น้อย

พี่เปิ้ล: เราทำงานมาถึงจุดที่สามารถแยกสภาพอารมณ์จิตใจในช่วงวันหยุดกับช่วงทำงานได้ ตอนช่วงทำงานมันเหมือนมีอะดรีนาลีนหลั่งตลอดเวลา ทำให้เราไม่เจ็บไม่ป่วย แต่พอกลับบ้านเท่านั้นแหละก็จะเจ็บป่วยทันที แต่ในทางเดียวกันเราก็มองว่าเราเองมีข้อได้เปรียบมากกว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพราะอันนี้เราอยากมาทำ แต่สำหรับเขามันคือสิ่งที่สามารถเป็นอาชีพ และเขาทำได้ อย่างที่เราบ้าคลั่งอยากทำงานแบบนี้ก็เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างในตัวเรา สภาพจิตใจของเราก็จะถูกเตรียมพร้อมมากกว่า เราพร้อมรับกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดตลอดเวลา

รารู้ว่าอีกกี่อาทิตย์ กี่เดือน เราจะได้ออกมาจากตรงนั้น เราจะได้กลับบ้าน แต่สำหรับพวกเขาคือการต้องอยู่ตรงนั้นต่อไป

ทุกวันนี้ความรู้สึกเวลาเราได้ยินเสียงเครื่องบินมันเปลี่ยนไปเพราะอยู่บ้านการได้ยินเสียงเครื่องบินคือธรรมดามาก แต่ถ้าอยู่ในภาคสนามการได้ยินเสียงเครื่องบินมันหมายถึงการมีระเบิดลงที่ไหนสักแห่ง

ช่วงกลับมาแรกๆ ตอนอยู่เยเมนมันจะได้ยินเสียงปืนทุกวัน เราก็จะตื่นตัว ไม่ตกใจ เพราะเราคิดไว้ว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดอยู่แล้ว พอกลับไทยเราไม่ได้คาดหวังอะไร ก็ดูสิ อารีย์มันไม่ได้จะมีอะไรแบบนั้น ช่วงก่อนกลับมาจากเยเมนมันมีระเบิดลงทุกคืน พอได้ยินก็สะดุ้งตื่น อ้อ…ระเบิด  แต่พอกลับมาอารีย์ วันนั้นฝนตกหม้อแปลงหน้าคอนโดระเบิด บึ้ม!! เราตื่นขึ้นรีบคว้ากระเป๋า grab bag มันเป็นกระเป๋าพร้อมหนีที่ทุกคนจะมีเพื่อเตรียมวิ่ง

ผ่านไปสักพักเราก็ดึงสติ เดี๋ยว!! นี่ไม่ใช่เยเมน เรากำลังอยู่อารีย์ คือเกราะที่เราสร้างตอนอยู่ที่โน่นเราทิ้งมันไปหมดแล้วเวลาเรากลับมาที่นี่ พอเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด ก็จะมีสะดุ้งตกใจบ้าง

บทเรียนจากโลกคนละขั้ว

การเดินทางทำให้พี่เปิ้ลได้พบเจอกับโลกคนละขั้ว ไม่ว่าจะเป็นโลกอารีย์ในยามพักผ่อน โลกเยเมนที่มีเสียงระเบิดเป็นฉากหลัง หรือโลกเนปาลที่มีซากปรักหักพังจากแผ่นดินไหว การเจอโลกที่ไม่แน่นอนและหลากหลายจากการทำงานก็ทำให้เธอได้บทเรียนชีวิตไปด้วยในขณะเดียวกัน

พี่เปิ้ล: เราก็มีบางสิ่งที่เราต่อสู้กับมันอยู่ แต่ตอนนี้เราก็มีบางอย่างที่เราปล่อยวางมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่สลักสำคัญ แรกๆ ที่มาทำงาน เรามีอารมณ์เศร้ากับเคสที่ทำ กับคนที่เห็น มันดีนะ แต่พอทำงานไปสักพักเราก็เริ่มเฉยๆ และรู้สึกธรรมดากับมัน พอมาคิดเราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! เราไร้อารมณ์เกินไปหรือปล่าว แต่พอคิดดีๆ เราว่าเราเป็นคนปิดตรงนั้นเอง เราต้องถามตัวเองว่าเรามาตรงนี้เพื่อมาทำอะไรกันแน่ การมีอารมณ์ร่วมและความผูกพันมากไปมันไม่ดีเพราะเราควรโฟกัสกับงานและสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า

การทำงานหลายปีทำให้รู้ว่าอะไรที่เปลี่ยนได้และควรทุ่มเทพลังงานและเวลาไปกับมัน และอะไรที่ควรปล่อยมันไป ตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีความสุขกับทุกอย่างในสายงานนี้ แต่เราก็ชัดว่าเราอยู่เพื่ออะไรและต้องการเปลี่ยนอะไร เรารู้สึกว่ามันเป็นงานที่เราสามารถให้อะไรได้มากกว่านี้อีก การที่มีคนรู้สึกเห็นคุณค่าและชื่นชมกับสิ่งที่เราทำ มันก็ทำให้เราอยากทำมันต่อ แม้จะเครียด แต่มันก็เป็นความรู้สึกของการ give and take ตราบใดที่คุณอยู่ในจุดที่รู้สึกว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า คุณก็จะมีความรู้สึกว่าตัวคุณมีคุณค่า ดังนั้น

คุณต้องคิดว่าคุณให้คุณค่าอะไรกับชีวิต และเมื่อได้อยู่ในจุดที่คุณสามารถแบ่งปันอะไรบางอย่างให้กับจุดนั้น คุณเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้าง ร่วมรักษาให้สิ่งนั้นอยู่ได้ มันก็จะทำให้คุณรู้สึกถูกเติมเต็ม

ภาพหน้าปกบทความโดย: Cliffpossible by Sorrawit Luenagpanu

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 335 times, 1 visits today)
Previous post

พ่อแม่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก!! ความรักที่แสนอัดอั้นและเจ็บปวดของลูกๆ ผู้ถูกบงการ

Next post

This is the most recent story.

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ