Lesson learnedWake UP

ปลิดชีพลูกทั้งน้ำตา ถอดบทเรียนที่น่าศึกษากรณี “แม่” ฆ่า “ลูก” ออทิสติก

จากกรณีคุณแม่อายุ 52 ปี ตัดสินใจปลิดชีพลูกสาวสุดที่รักวัย 15 ปีที่เป็นโรคออทิสติกในขณะที่ตัวเองเป็นคนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอนกอดศพลูกร้องไห้รอพร้อมสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า “เคยคิดฆ่าบุตรสาวมาแล้วหลายครั้ง” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นใจและตำหนิ วันนี้ Way’s UP จึงได้พูดคุยกับ คุณปอม สถาพร อิ่มเอม นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชที่ทำงานโดยตรงกับเด็กที่เป็นโรคออทิสติก  เพื่อมาถอดบทเรียนจากกรณีนี้ว่าเราสามารถเรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

พ่อแม่ที่มีลูกออทิสติกมักรู้สึกผิด 

เนื่องจากโรคออทิสติกมักจะพบในช่วง 2 ขวบหรือสองขวบครึ่ง โดยกลุ่มเสี่ยง จะอยู่ในกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ มีปัญหาระหว่างคลอด หรือหลังคลอด ดังนั้นแม่หลายคนมักจะโทษตัวเองว่าดูแลตัวเองไม่ดี หรือดูแลลูกไม่ดีจนทำให้เป็นโรคดังกล่าว การรู้สึกผิดอาจจะยังคงฝังลึกอยู่ในพ่อแม่กลุ่มนี้ ในหลายกรณีพ่อแม่กลุ่มนี้มักจะดูแลลูกอย่างดี ประคบประหงมเป็นพิเศษ หรือไม่ไว้วางใจให้คนอื่นเป็นผู้ดูแลแทนเพราะอาจจะรู้สึกว่าตัวเองทอดทิ้งลูก หรือทำไม่เต็มที่จนหลายกรณีเข้าข่าย “การดูแลแบบเกินกว่าเหตุ” จนทำให้ลูกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และกลายเป็นภาระย้อนกลับมาในที่สุด

ในกรณีคุณแม่คนดังกล่าวนักวิชาชีพอย่างคุณปอมมองว่าสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเกิดเพราะความรู้สึกผิด และความเป็นห่วงลูกของคนเป็นแม่ที่จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของคุณแม่คือการฆ่าตัวตาย แต่เหตุผลที่คุณแม่เลือกฆ่าน้องด้วยเพราะความเป็นห่วงและความรักกลัวว่าจะไม่มีคนดูแลหรือไม่ไว้วางใจคนอื่นให้ดูแล และสำหรับพ่อแม่ทั่วไปที่ยังคงรู้สึกผิดหรือหมดกำลังใจในการดูแลน้องๆ นั้นคุณปอมก็บอกว่าให้มองสถานการณ์ปัจจุบันที่เราทุกคนต่างทำดีที่สุดเพื่อลูก และไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้นที่กำลังช่วยเหลือน้องๆ แต่นักวิชาชีพก็ต่างทำงานอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน

สำหรับพ่อแม่หลายคนที่รู้สึกผิดผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูก และเราจะทำเพื่อลูกอย่างดีที่สุดในทุกๆ สถานการณ์ ในวันนี้ที่เรารู้ว่าลูกเป็นแล้วพามารักษานั่นแสดงว่าเรากำลังทำหน้าที่ของเราได้ดีที่สุดแล้ว เรื่องการพัฒนาของน้องอยากให้คุณพ่อคุณแม่มองว่าท่านไม่ได้เดินอยู่คนเดียวแต่ยังมีนักวิชาชีพอีกหลายคนคอยช่วยกันทำให้น้องเก่งขึ้น

ความไม่เข้าใจของสังคมต่อครอบครัวมีผลต่อความเครียดของพ่อแม่

เรื่องเดียวกันที่ครอบครัวที่มีเด็กพิการอยู่ในการดูแลต่างประสบคือความไม่เข้าใจของสังคมต่อโรคและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็ก รวมทั้งภาพที่สังคมมองเด็กกลุ่มนี้ก็ยังคงเป็นปัญหา เช่น รู้สึกน่าสงสาร เป็นภาระ ก่อความวุ่นวาย ในกรณีของเด็กที่เป็นออทิสติกก็เช่นเดียวกันที่มักมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร และทักษะทางสังคม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมตามมา หลายครอบครัวจึงเกิดความเครียดไม่กล้าให้ลูกออกไปนอกบ้านเพราะอาจจะรู้สึกอับอาย หรือไม่อยากถูกตำหนิจากสังคมรอบข้าง คุณปอมบอกกับเราว่าในกรณีในข่าวคุณแม่จำเป็นต้องล็อคโซ่น้องไว้ในห้องเพราะเคยถูกเพื่อนบ้านที่อยู่ในตึกเดียวกันตำหนิมาแล้วจึงเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงสำคัญอย่างมากที่เราทุกคนจำเป็นต้องพยายามทำความเข้าใจผู้ป่วยและครอบครัวที่เป็นโรคออทิสติกให้มากขึ้น เพราะเมื่อเราเข้าใจเราก็จะลดการตำหนิ ด่าทอ หรือกดดันให้เด็กหรือผู้ป่วยที่เป็นออทิสติกสามารถควบคุมอารมณ์ หรือมีพฤติกรรมได้เหมือนเราทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราสามารถสร้างสังคมแห่งการยอมรับให้เกิดขึ้นได้

สำหรับโรคนี้มากกว่าเงินคือเวลา

สำหรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นคุณปอมกล่าวว่า ถ้าเด็กได้รับการประเมินและเข้ารับการรักษาเขาจะได้ขึ้นทะเบียนคนพิการและได้รับสิทธิการรักษาตามปกติ แต่โดยทั่วไปแล้วปัญหาด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัวจะเกิดขึ้นเพราะเด็กกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลและฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทำให้บางครอบครัวต้องลาออกจากงานมาหนึ่งคน เช่นให้พ่อทำงาน ส่วนแม่มาดูแลและคอยนำลูกเข้ารับการฝึก ทำให้ครอบครัวขาดรายได้

โดยปกติถ้าหมอวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเด็กก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนคนพิการได้รับสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลกับสปสช. แต่ปัญหาทางการเงินอาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เพราะบางครอบครัวต้องสละสมาชิกหนึ่งคนมาคอยดูแลลูก ทำให้ขาดรายได้ ทำให้บรรยากาศทางการเงินในครอบครัวจะอึดอัดมากกว่าเก่า ยิ่งถ้าครอบครัวไหนเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยแล้วก็จะเครียดมากขึ้นเพราะต้องลำบากในการแบ่งสัดส่วนชีวิตในการให้เวลาลูกและการหาเงิน

ทางออกยังคงมีเสมอ

ดูเหมือนว่าในกรณีนี้ทุกอย่างช่างเป็นปัญหาและเป็นทางตันไปเสียทั้งหมด แต่ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์คุณปอมอยากฝากให้ทุกคนที่กำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันให้เข้ามาปรึกษานักวิชาชีพภายในโรงพยาบาลหรือสถาบันที่เข้ารับการดูแลรักษาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ที่มีบทบาทหน้าที่หลักในการดูแลมิติทางสังคมของผู้ป่วยนั้นมีทรัพยากรและเครื่องมือที่สามารถร่วมกันหาทางออกให้กับทุกคนได้อย่างดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้แล้วแต่กรณี และยังมีอีกหนึ่งช่องทางที่สะดวกคือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่จะมีนักจิตวิทยา นักให้การปรึกษาคอยรับโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง หรือภาคเอกชนก็จะมีสมาคมสะมาริตัน ที่คอยรับฟังปัญหาต่างๆ

คุณปอม สถาพร อิ่มเอม นักสังคมสงเคราะห์จิตเวชผู้ที่ทำงานโดยตรงกับเด็กที่เป็นโรคออทิสติก

เหตุการณ์ในลักษณะนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้ดูแลเคสนี้โดยตรงแต่ในฐานะนักวิชาชีพที่ทำงานกับกลุ่มผู้ใช้บริการที่มีลักษณะดังกล่าวคุณปอมเองก็ได้บทเรียนทางวิชาชีพเช่นเดียวกันว่า

เราควรที่จะมีความละเอียดอ่อนในการทำงานมากกว่านี้ เพราะถ้านักวิชาชีพสามารถจับสัญญาณความเครียดหรือได้ทราบความคิดคุณแม่ก่อนหน้านี้ ก็คงสามารถหาทางช่วยเหลือและสนับสนุนได้ทันก่อนที่เหตุการณ์น่าเศร้าจะเกิดขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้นนักสังคมสงเคราะห์หนุ่มก็มองว่าทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วขั้นต่อไปที่เราต้องดูแลคือสภาพจิตใจของคนเป็นแม่ที่คงได้รับผลกระทบมากที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้ และสุดท้ายแล้วคุณปอมก็อยากจะฝากให้ผู้ติดตามข่าวสารมองการกระทำดังกล่าวอย่างเข้าอกเข้าใจและได้เรียนรู้จากกรณีที่เกิดขึ้นไปพร้อมกัน

ภาพประกอบโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 9,332 times, 1 visits today)
Previous post

ทำความเข้าใจสถานการณ์ "โรฮิงญา" ผ่าน 3 งานเสวนาที่กำลังมาถึง

Next post

ไม่เมายาคุม!!! เมื่อนางงาม "Miss America" ตอบคำถามแสกหน้า "โดนัล ทรัมป์"

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ

1 Comment

  1. September 14, 2017 at 1:15 am — Reply

    เห็นด้วยครับกับการมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน
    จะช่วยให้ “เด็กด้อยโอกาส “ประสบความสำเร็จในการเรียน
    และการใช้ชีวิต ให้ประสบความสำเร็จ

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *