Lesson learnedWake UP

ผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้าย กับ อ้อมกอดสุดท้ายจากพ่อในเรือนจำ

วันนี้ได้มีโอกาสพาผู้ป่วยเด็กอายุ 2 ปี ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายมาพบบิดาที่เรือนจำ

ก่อนเข้าไปนักสังคมสงเคราะห์เรียนถามผู้คุมเรือนจำว่าให้เวลานานขนาดไหน…ท่านตอบว่า

“ตามสบายครับ อยู่จนกว่าผู้ป่วยจะอุ่นใจ”

เป็นคำตอบที่ทำให้เรารีบยกมือไหว้ขอบคุณในความเข้าใจและความอนุเคราะห์ของท่านเป็นอย่างสูง …

ในขณะที่นักสังคมสงเคราะห์บอกถึงจุดประสงค์ที่มาพบ..ก็พยายามกลั้นน้ำตา...ฝั่งบิดาก็ตั้งใจฟังเราด้วยหน้านิ่งแต่ดวงตาก็เอ่อล้น

ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์รู้สึกอุ่นใจที่ได้เห็นอ้อมกอดสุดท้ายของบิดากับผู้ป่วย

แม้ว่าตลอดชั่วโมง เขาทั้งสองจะไม่ได้พูดอะไรกันก็ตาม

ก่อนออกมา บอกบิดาผู้ป่วยว่า

“พ่อจ๋าพ่อออกไปพ่อจะทำอะไรดี ดูแลแม่และครอบครัวต่อไปในทิศทางไหน มีแผนคร่าวๆ รึป่าวจ๊ะ แม่เขารอพ่อออกไปนะ ”

บิดาผู้ป่วยได้แต่พยักหน้า แล้วก็ร้องไห้

“ครับ ครับ ผมจะต้องคิดได้แล้ว ขอบคุณครับ ขอบคุณที่ดูแลลูกและเมียผม ”

หลังประโยคนี้บิดาผู้ป่วยก็ไม่พูดอะไรอีกเลย เป็นชั่วโมงที่เต็มอิ่มรวมทั้งเจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขังท่านอื่นๆ

เรื่องราวส่วนหนึ่งจากการบอกเล่าความประทับใจในการทำงานของสุรางคณา คงเพชร นักสังคมสงเคราะห์ ร.พ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยที่ได้นำผู้ป่วยของเธอเข้าพบพ่อซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำเพื่อบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย ได้สะท้อนแง่มุมที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งในด้าน “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย” และ “สิทธิผู้ต้องขัง” วันนี้ Way’s UP จึงได้เดินทางไปพบเธอถึงร.พ.จุฬาลงกรณ์ เพื่อพูดคุยและร่วมถอดบทเรียนจากกรณีดังกล่าว

ผู้ป่วยระยะสุดท้าย กับการดูแลแบบองค์รวม

สำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นสุรางคณาเล่าให้เราฟังว่าจะต้องดูแบบองค์รวม (Holistic) ครอบคลุมทั้งมิติด้านกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ทางร่างกาย หมอได้วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายเพราะไม่ตอบสนองต่อการรักษา โดยแพทย์ได้เปลี่ยนการรักษามาเป็นแบบประคับประคอง (Palliative care) ที่ไม่เน้นการรักษาให้หายแต่เป็นการดูแลตามอาการไม่ให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เพื่อนำผู้ป่วยไปสู่จุดหมายสุดท้ายได้ราบรื่นสวยงามที่สุด

หลังจากที่หมอได้อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านพร้อมวินิจฉัยว่าจะมีเวลาอยู่บนโลกนี้ได้อีก 1 อาทิตย์ ทำให้สุรางคณาและทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาลต้องร่วมกันประเมินความต้องการทางด้านสังคมและจิตใจกันอย่างทันที สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายนอกจากทางทีมจะต้องดูแลเพื่อร่วมส่งผู้ป่วยเข้าสู่หมุดหมายสุดท้ายของชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว ยังหมายรวมว่าจะทำอย่างไรให้คนรอบข้างของผู้ป่วยได้ดูแลผู้ป่วยและร่วมทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นผู้ที่อยู่ข้างหลังอาจจะติดอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตได้

การบรรลุความปรารถนาครั้งสุดท้าย กุญแจสู่การตายดี

ในกรณีนี้หมอวินิจฉัยว่าผู้ป่วยจะมีเวลาจำกัดเพียงแค่ 1 อาทิตย์ ทำให้เธอและทีมสหวิชาชีพได้ประเมินความต้องการของผู้ป่วยร่วมกันทันที ซึ่งในกรณีของผู้ป่วยเด็กที่มีอายุเพียง 2 ขวบนั้นเธอบอกว่าเป็นการยากมากที่เด็กจะบอกว่าต้องการอะไรในวาระสุดท้าย แต่ในฐานะนักวิชาชีพ เธอเองประเมินโดยยึดตามหลักพัฒนาการเด็กที่เด็กในวัยนี้จะรู้สึกได้ถึงความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัยจากการถูกสัมผัสจากคนที่รัก มากไปกว่านั้นเธอเองยังต้องประเมินไปถึงสมาชิกในครอบครัวนั่นก็คือพ่อกับแม่ แม้พ่อของเด็กจะอยู่ในเรือนจำและได้รับรู้อาการเจ็บป่วยของลูกมาตลอด แต่คงไม่ง่ายที่ลูกชายสุดที่รักจะจากไปโดยไม่บอกลา

เมื่อเป็นดังนั้น การจัดให้ครอบครัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าในวาระสุดท้ายของลูกชายอันเป็นที่รักจึงเป็นความปราถนาครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวอยากให้เกิดขึ้น สุรางคณาประสานงานไปยังเรือนจำและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ภาพที่เด็กชายโบกมือลาและกล่าว “พ่อ บ๊าย บ่าย” ยังคงชัดเจนในความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

มันเป็นหนึ่งชั่วโมงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกต่างๆ โดยไม่มีการพูดคุยกันสักคำ ผู้ป่วยถูกกอดสลับกันไปมาระหว่างพ่อและแม่ เหมือนกับว่าทุกคนอยากใช้เวลากับการสัมผัสตรงนั้นให้ได้นานมากที่สุด

แม้จะเป็น “ผู้ต้องขัง” แต่ก็ “มีสิทธิได้รับความรัก”

เมื่อไปถึงเรือนจำสิ่งที่เธอกังวลคือ “ทางเรือนจำจะให้เวลาได้นานขนาดไหน” เพราะระยะเวลาเป็นสิ่งสำคัญต่อความรู้สึกเต็มอิ่มและคุณภาพของการปฏิสัมพันธ์ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน เธอบอกว่าระยะเวลาสั้นยาวสำหรับคนเรานั้นไม่เท่ากัน ความปราถนาสูงสุดของเธอคือการได้ให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจได้เองว่า “พอ” คือจุดไหน แต่ข้อกังวลของเธอนั้นก็หมดลงด้วยประโยคใจดีจากผู้บัญชาการเรือนจำที่ว่า ตามสบายครับ อยู่จนกว่าผู้ป่วยจะอุ่นใจ

“ตามสบายครับ อยู่จนกว่าผู้ป่วยจะอุ่นใจ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประโยคธรรมดาแต่ได้สะท้อนว่าแม้ภาพลักษณ์ของเรือนจำสำหรับคนภายนอกจะดูน่ากลัวและเข้าถึงได้ยาก  แต่จากประโยคนี้กลับแสดงให้เห็นว่าบุคลากรที่ทำงานกับผู้ต้องขังเข้าใจในมิติทางด้านจิตใจของทั้งครอบครัวและผู้ต้องขังเองเป็นอย่างมาก

ในฐานะนักวิชาชีพที่ทำงานโดยตรงกับประเด็นสิทธิมนุษยชนเธอบอกว่าแม้เขาจะเป็นผู้ต้องขังแต่สิทธิพื้นฐานคือสิ่งจำเป็นที่เขาควรได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรี เธอยังกล่าวชื่นชมว่าทางเรือนจำไม่ได้มองแค่ในมุมมองของผู้ต้องขังแต่ยังมองไปถึงมุมมองของผู้ใกล้ชิดผู้ต้องขังอย่างภรรยาและลูกซึ่งเป็นผู้ป่วยของเธอที่ยังคงได้รับสิทธิที่จะได้ใช้เวลาของครอบครัวและบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย

สิทธิพวกนี้เป็นสิทธิพื้นฐานมากๆ เช่นเขาหิวก็ต้องได้กินข้าว เขาหนาวก็ต้องได้ใส่เสื้อผ้า ในกรณีนี้ก็เหมือนกันทุกคนควรได้รับความรัก มันเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ เขาทำผิดมาอยู่ในนี้คืออีกเรื่องหนึ่ง เขาเองก็จะต้องได้รับโทษตามเกณฑ์ ตามกฎหมาย แต่สิทธิพื้นฐานในฐานะมนุษย์เขาก็ยังต้องได้รับ และเรือนจำแห่งนี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่านอกจากเขาแคร์ผู้ป่วยของเราแล้วเขายังแคร์ผู้ต้องขังของเขาด้วย

ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ปัจจุบัน แต่เหตุการณ์สำคัญนี้จะส่งผลต่อความคิดและมุมมองในอนาคต

สุรางคณาเชื่อว่าการเติมเต็มที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะส่งผลต่ออนาคตหลังออกจากเรือนจำของพ่อ เพราะเธอเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีสิ่งต้องการพื้นฐานจำเป็นเหมือนกันนั่นคือความรัก และอิสรภาพ ในกรณีที่พ่อต้องแยกจากครอบครัวมาอยู่ในเรือนจำในขณะที่ลูกและภรรยาต้องเผชิญกับโรคร้ายเพียงลำพังนั้นก็เลวร้ายมากพออยู่แล้ว การได้พบเจอกับภรรยาและลูกในลักษณะปกติที่ผ่านมาที่ได้พบหน้าและได้ยินเสียงก็สามารถตอบสนองความต้องการของพ่อได้ในระดับหนึ่งแต่ในกรณีพิเศษแบบนี้ทุกคนในครอบครัวไม่ได้ต้องการคำพูดแต่ทุกคนอยากได้การสัมผัส เธอเปรียบเทียบว่า “เหมือนหิวข้าว แค่ดมมันไม่อิ่ม” ในกรณีถ้าเป็นพ่อปกติเขาจะได้ดูแลลูกอย่างดีที่สุดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่สำหรับคุณพ่อท่านนี้กลับมีแค่ 1 ชั่วโมง

การถามคำถามก่อนกลับของเธอเพื่อให้พ่อได้มีโอกาสทบทวนตัวเอง ซักถามเกี่ยวกับแผนในอนาคตจึงเป็นหนึ่งในกระบวนการทำงานที่จะเตรียมความพร้อมพ่อก่อนคืนกลับสู่สังคม แม้จะเป็นแค่เพียงหนึ่งประโยคสั้นๆ จากนักวิชาชีพภายนอกเรือนจำแต่เธอเชื่อว่าด้วยพลังของคำถามบวกกับสถานการณ์ตรงหน้าจะสามารถสร้างผลกระเทือนต่อความคิดและจิตใจให้กับทั้งตัวพ่อและเพื่อนผู้ต้องขังคนอื่นได้

สุรางคณา คงเพชร นักวิชาการศึกษาและนักสังคมสงเคราะห์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


สุดท้ายแล้วเธอบอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เธอได้มีโอกาสทบทวนและเรียนรู้อีกบทเรียนหนึ่งของชีวิต ว่าเราไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้า เราหรือคนรอบตัวจะมีชีวิตอีกนานขนาดไหน ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำผิดพลาดไปจะย้อนกลับมาแก้ไขได้ทันหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเราจะพลาดโอกาสอะไรในชีวิตไปบ้างถ้าเราเลือกทางเดินผิด  และเราไม่รู้เลยว่าโอกาสจะมีพอสำหรับทุกคนหรือไม่ จากเหตุการณ์นี้คงทำให้เธอต้องละเอียดอ่อนกับทุกความสัมพันธ์รอบข้าง และมีสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะได้มีโอกาสกอดคนที่เรารักครั้งสุดท้ายจากที่ไหน และเมื่อไหร่

ภาพถ่ายโดย: Ammstudios by Panitan Ketkaew

ภาพประกอบโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 3,208 times, 1 visits today)
Previous post

ถอดบทเรียน รับน้องสร้างสรรค์ "ไม่ว้าก" ไม่ SOTUS ก็รักกันได้นิ!!

Next post

5 ข้อเท็จจริงทำไมต้องยกเลิก "โทษประหารชีวิต" ผ่านความคิดของคนรุ่นใหม่

Phongsathon

Phongsathon

นักสังคมสงเคราะห์อิสระ อดีตพลทหาร ผู้รักการเดินทาง บ้านางงาม อินเก่งกับเรื่องราวสิทธิมนุษยชน และการศึกษา ผู้ฝันว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยจะมีนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียน และมีระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ

2 Comments

  1. peereeya
    October 30, 2017 at 4:54 pm — Reply

    จากที่ได้อ่านข้างต้นแล้วว จะเห็นได้ว่าการที่ไม่มีความละเอียดอ่อนนั้นอาจจะส่งผลต่อคนอื่นเป็นอย่างมาก ดังนี่นไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีความละเอียดอ่อนอย่ามากเพื่อทีจะไม่เกิดความผิดพลาดอีก

  2. Muddarsir
    October 30, 2017 at 4:59 pm — Reply

    จะเห็นได้ว่านักสังคมสงเคราะห์ต้องมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรก็ตามถ้าหากเราทำแบบไม่ระมัดระวังก็อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่พอใจต่อคนอื่นๆได้ ดังนั้นการที่จะทำอะไรก็ตามเราต้องมีความละเอียดอ่อนและเราต้องตั้งใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *