Point of WayYour way

ดูมายาคติครอบครัวไทยจาก “คำอวยพร” ของท่านประธาน “ในงานแต่ง”

วันนี้ได้มีโอกาสไปงานแต่งของพี่ที่ทำงานมา และสะดุดกับคำพูดอวยพรบ่าวสาวเป็นอย่างมาก จนอยากไปจับไมค์แล้วพูดเอง

เรื่องก็มีอยู่ว่า ประธานขึ้นอวยพรบ่าวสาวใช่ม่ะ แล้วไอ้เราก็กินโต๊ะจีนอย่างอร่อยตามสไตล์คนอ้วน แต่มาได้ยินประโยคที่ทำให้ถึงกับต้องหยุดกินแล้วหันขึ้นไปชะโงกดูหน้าคนอวยพร ด้วยประโยคที่ว่า

ขอให้มีลูกเยอะๆ ไว้เลี้ยงดูเรายามแก่ยามเฒ่า เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์อบอุ่น

ฟังๆ ดูแล้วมันก็เห้ย ไม่เห็นน่าผิดตรงไหนนิ ใครๆ ก็พูดกัน แต่…. ฮาโหลเดี๋ยวก่อน เรารู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดความเป็นครอบครัว เป็นการสร้างมายาคติในการมีครอบครัวที่อบอุ่นเอามากๆ เลยแหละแกร ในส่วนตัวเราแล้วมันผิดยังไงหน่ะหรอ มาดูกัน

“ขอให้มีลูกเยอะๆ”

พ่อแม่ที่เพิ่งแต่งงานใหม่หรือคิดว่าจะมีลูกควรคิดให้ดีนะ ว่าเราพร้อมที่จะให้กำเนิดชีวิตหนึ่งชีวิตขึ้นมาแล้วหรือยัง แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเมื่อลูกเกิดออกมาแล้ว เราพร้อมที่จะมอบแรงกายแรงใจ มอบสังคมที่ดีให้กับเขา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถ้าคิดว่ามอบให้ไม่ได้มันอาจจะกลายเป็น “ภาระ” ที่เรามีศักยภาพไม่พร้อมที่จะรับมือได้

และดูเหมือนว่าพ่อแม่ในยุคนี้จะคิดเรื่องนี้เป็นไปในทางเดียวกัน เพราะจากสถิติของ UNFPA แสดงว่าอัตราจำนวนบุตรของครอบครัวไทยเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 1.6 คน และมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ย 1.3 คน ภายในปี พ.ศ. 2583 มากไปกว่านั้นคู่สามีภรรยาจำนวนมากไม่ต้องการมีบุตรด้วยเชื่อว่าเป็นภาระอันหนักอึ้งทางการเงิน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องผลกระทบจากการมีบุตรที่จะเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในอาชีพ หรือความเร่งรีบและความเป็นอิสระของวิถีชีวิตคนเมือง

ดังนั้นการให้กำเนิดชีวิตขึ้นมาอยู่ในสังคมปัจจุบัน คุณต้องพร้อมที่จะส่งเขาให้อยู่ในครอบครัวที่ดี สังคมที่ดี การศึกษาที่ดี เพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีความคิด ถ้าคุณยังสร้างสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาไม่ได้ การมีลูกอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ช่วยให้ครอบครัวของคุณสมบูรณ์ได้

หรือในทางตรงกันข้ามการไม่มีลูกของคนในยุคนี้อาจเป็นการตัดสินใจที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ในแบบฉบับของเขาแล้วก็เป็นได้

“ไว้เลี้ยงดูเรายามแก่เฒ่า”

อันนี้บอกก่อนว่าไม่ได้ส่งเสริมให้อกตัญญูแต่อย่างใด!!!! แต่อยากจะบอกพ่อแม่ทุกคนว่าการที่คุณให้กำเนิดลูกมาแล้วเลี้ยงดูจนโต มันคือ”หน้าที่” ที่พ่อแม่ต้องทำเมื่อคิดจะมีลูก มันไม่ใช่บุญคุณที่ต้องการการทดแทนแต่อย่างใด เพราะตอนคุณทำกัน คุณก็ทำกัน 2 คน มีความสุขกัน 2 คน ไม่ได้มาถามลูกสักนิดว่าอยากที่จะเกิดออกมาทดแทนบุญคุณครั้งนี้หรือเปล่า

แต่สิ่งที่คุณทำได้คือการส่งมอบความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ ส่งเสริมไปในทางที่ดี ถ้าคุณทำสิ่งนี้ให้ลูกคุณเห็น เมื่อถึงวันที่ลูกของคุณรับรู้ และเข้าใจ เขาจะมอบทุกอย่างที่คุณมอบให้เขากลับไปแก่คุณอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ เอง

มากไปกว่านั้นการนั่งรอลูกกลับมาเลี้ยงและยึดติดกับค่านิยม “มีลูกไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า” กลับเป็นอันตรายอย่างมาก นอกจากจะสร้างความกดดันให้กับลูกแล้ว ก็อาจทำให้พ่อแม่หลายคนละเลยที่จะเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ระบุว่าคนไทยร้อยละ 90 ขาดการเตรียมตัวเพื่อการใช้ชีวิตวัยชรา

ซึ่งคนเราทุกคนควรวางแผนชีวิตที่จะยืนหยัดจนบั้นปลายชีวิตด้วยตัวของตัวเองแบบไม่ต้องเป็นภาระใคร เพราะเราทุกคนไม่มีใครทราบได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยทุกคนต้องเตรียมพร้อมตัวเองอย่างดีที่สุด

“เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์อบอุ่น”

อยากจะบอกเสมอว่า ครอบครัวที่ “สมบูรณ์” “อบอุ่น” ไม่ใช่ครอบครัวที่มี พ่อ แม่ ลูก แล้วมันจะสมบูรณ์อบอุ่นได้ มันต้องขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัวนั้นด้วยว่ามันเกิดขึ้นหรือเปล่า เห็นจากหลายๆ ครอบครัวแม้มีทั้ง พ่อ แม่ ลูก หรือญาติพี่น้องอีกมากมาย ก็ยังยากที่จะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น

ฉะนั้น การที่จะมีครอบครัวที่อบอุ่นได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมาชิกในครอบครัวว่าต้องประกอบไปด้วยใครบ้าง หรือมีจำนวนมากน้อยขนาดไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีวิธีการสร้างสิ่งแวดล้อมในครอบครัวให้ดีได้เพียงใด เราจริงจังกับการขจัดความรุนแรงภายในครอบครัวให้หมดไปมากขนาดไหน เราสามารถสร้างความรักความเข้าใจกันได้หรือไม่ ถ้าเราสามารถทำเรื่องเหล่านั้นได้ถึงมีแค่สามีและภรรยา หรือมีแค่แม่กับลูก พ่อกับลูก หรือแบบไหนก็แล้วแต่เราก็สามารถเรียกว่าครอบครัวที่อบอุ่นได้แล้ว


ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพียงอยากจะบอกว่า เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่สิ่งที่ละเอียดอ่อนมากกว่าคือคำพูดและความเชื่อที่ถูกส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น จนทุกคนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งนี้แหละเป็นจุดที่จะต้องคำนึงให้ถึงที่สุด การพูดอวยพรทุกคนมีเจตนาที่ดี แต่ถ้าพูดด้วยความเข้าใจและเข้าถึงสถาบันครอบครัว มันจะสร้างครอบครัวที่ดีให้แก่โลกใบนี้ได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ผู้เขียน

คุณนู๋ริกส์ ผู้หลงรักในโลกของแฟชั่น ความบันเทิง และแสง สีเสียง ชอบที่จะพูดคุยท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ ในยามว่าง แต่มักที่จะหยิบประเด็นของสังคมมาสะท้อนให้คนอื่นเห็นอย่างตรงไปตรงมา สั้นกระชับแบบถึงพริกถึงขิง

 

ภาพประกอบโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 1,847 times, 1 visits today)
Previous post

เป็น "เด็กผู้หญิง" มันเหนื่อย!! สรุปสถานการณ์ความยากลำบากของเด็กผู้หญิงทั่วโลกใน "วันเด็กผู้หญิงสากล"

Next post

นายกรัฐมนตรีเนเธอแลนด์ปั่นจักรยานเข้าเฝ้ากษัตริย์

Way's UP

Way's UP

กองบรรณาธิการ Way's UP

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *