Lesson learnedWake UPYour way

บทเรียนการพัฒนาเด็กและเยาวชนจาก “เกาหลีใต้”

เมื่อวันที่ 23-26 กันยายน 2560 ได้มีโอกาสเดินทางไปยังสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เพื่อเข้าร่วมการประชุมเจรจาและแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน (Child and Youth Friendly City)  โดย กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความและความมั่นคงของมนุษย์ การเดินทางครั้งนี้มีท่านศิริธนาพร ภูริหิรัญพัชร์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นหัวหน้าคณะ

ประเด็นสำคัญในการประชุมเจรจาฯ ครั้งนี้ คือ แนวทางในการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน เนื่องจาก การขยายเมืองส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เมืองใหญ่อาจให้โอกาสเด็กในการเข้าถึงโรงเรียน สถานบริการทางสุขภาพ และสนามเด็กเล่นที่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันเมืองใหญ่อาจมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อยู่ในชุมชนเมือง ชุมชนแออัดและย่านเสื่อมโทรม ดังนั้น กว่าเกาหลีใต้จะผ่านความท้าทายเหล่านี้มาได้ น่าจะมีบทเรียนหรือประเด็นสำคัญให้ประเทศไทยได้นำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมบ้าง

“DANURI” Application เพื่อเด็กและครอบครัว

หน้าตาของ Danuri ซึ่งเป็น online application ที่ให้ข้อมูลสำหรับเด็กและครอบครัว

ตามเกณฑ์ของดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ข้อมูล ณ 21 มีนาคม 2560 เกาหลีใต้จัดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนตั้งแต่แรกเกิด ก้าวล้ำทันสมัยด้านข้อมูลข่าวสาร (เกาหลีใต้ 4.0) ด้วยนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Danuri ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารด้านเด็กและเยาวชนแบบออนไลน์ ดำเนินการโดยมูลนิธิครอบครัวสุขภาพ ด้วยการสนับสนุนของกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว โดยในแอปพลิเคชันดังกล่าว ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กและเยาวชนไว้ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Danuri แล้วกดเข้าดูข้อมูลต่าง ๆ ตามประเด็นที่สนใจได้ทันที หากไม่มีข้อมูลที่ต้องการก็สามารถสอบถามผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้ โดยในแอปพลิเคชัน Danuri  ดังกล่าว ได้ระบุข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเกาหลีใต้ โดยเฉพาะแม่มือใหม่ หรือครอบครัวที่มีเด็ก เช่น ข้อมูลเรื่องสวัสดิการเด็กแรกเกิด โดยไม่คำนึงถึงระดับรายได้ของครอบครัว

 เงินสวัสดิการสำหรับเด็กแบบถ้วนหน้า

เกาหลีใต้มีสวัสดิการสำหรับเด็กแรกเกิดทุกคนแบบถ้วนหน้า คล้าย ๆ กับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดในประเทศไทย ดังนี้

1) เงินเบี้ยเลี้ยงเด็กที่อยู่ในศูนย์ดูแลเด็ก จะคอยดูแลเด็กเล็ก (อายุ 0-5 ขวบ รวมถึงเด็กในครอบครัวหลากวัฒนธรรม) เด็กอายุ 0-2 ขวบได้รับเงินช่วยเหลือทั้งหมดขึ้นอยู่กับอายุเดือนละ 418,000-340,000 วอน อายุ 3-5 ขวบ ได้รับเท่ากันคือ เดือนละ 220,000 วอน

2) เงินเบี้ยเลี้ยงเด็กที่ได้รับการดูแลภายในบ้าน คือ เด็กที่ไม่ได้ใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือบริการไอดอลบอมตลอดทั้งวัน เด็กแรกเกิดทั่วไป ต่ำกว่า 12 เดือน ได้ 200,000 วอนต่อเดือน อายุ 12-24 เดือน ได้ 150,000 วอน และ อายุ 24-84 เดือน ได้ 100,000 วอน เด็กแรกเกิดที่พิการ : ต่ำกว่า 36 เดือน 200,000 วอน และ อายุ 36-84 ได้ 100,000 วอนต่อเดือน ส่วนเด็กแรกเกิดในพื้นที่ทำฟาร์มและประมง : ต่ำกว่า 12 เดือน ได้ 200,000 วอน ต่ำกว่า 24 เดือน ได้ 177,000 วอน ต่ำกว่า 36 เดือน ได้ 156,000 วอน ต่ำกว่า 48 เดือน ได้ 129,000 วอน และอายุ 48-84 เดือน ได้ 100,000 วอนต่อเดือน

ฝากลูกให้รัฐเลี้ยง

นอกจากนี้ ยังมี โครงการดูแลเด็ก ที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระการดูแลเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี สำหรับครอบครัวที่ผู้ปกครองต้องทำงานทั้งคู่ และไม่สามารถดูแลลูกได้ และจะมีการปรับปรุงสถานที่ดูแลเด็กที่อยู่ในจุดที่มองไม่ค่อยเห็น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีบริการดูแลเด็กที่บ้านเพื่อความปลอดภัยของเด็ก โดยพิจารณาตามลักษณะของครอบครัวและพัฒนาการของเด็ก เป็นบริการช่วยดูแลเด็กชั่วคราวในกรณีที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานหรือต้องทำงานกลางคืน หรือเด็กที่ป่วยแต่ไม่สามารถพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อช่วยผู้ปกครองทั้งด้านงานและครอบครัว

รัฐทำหน้าที่สนับสนุนองค์กรเอกชนพัฒนาเด็กและเยาวชน

ที่เกาหลีใต้ รัฐจะเป็นผู้สนับสนุน จะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ โดยอุดหนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานเอกชน หรือมูลนิธิต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ในขณะเดียวกัน หน่วยงานเอกชน หรือมูลนิธิต่าง ๆ ก็ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับรัฐ มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตรฐาน และคุ้มค่าแก่การสนับ

บรรยากาศการบรรยายภายในมูลนิธิฮงฮับ

สนุน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจอื่น ๆ ให้เข้ามาสนับสนุน ให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน รักชาติ รักสังคม และปลูกฝังให้คนรุ่นหลังต่อไป

เช่น มูลนิธิฮงฮับ (Honghub Valley Foundation) ที่มีบทบาทในการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่โดยมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งเป็นตัวอย่างความร่วมมือการทำงานกับภาครัฐในลักษณะของหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์โดยใช้องค์กรภายนอกในการทำงานพัฒนาเยาวชนในระดับพื้นที่

หรือศูนย์พัฒนาธุรกิจ Startup กรุงโซล (Seoul Start-Up Center) ซึ่งมีการเปิดพื้นที่ในลักษณะ Co-working space รวมทั้งมีการพัฒนาทักษะในการประกอบธุรกิจ อาทิ การพัฒนาด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เงินทุน การให้คำปรึกษา รวมถึงการสร้างเครือข่ายสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับเยาวชนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเยาวชนอย่างเป็นระบบและครบวงจร

ศูนย์เยาวชน พื้นที่แห่งการเรียนรู้

ภาพบรรยากาศการทำกิจกรรมของเด็กๆ ในศูนย์เยาวชนมาโป

คุณ Bokyo อาสาสมัครประจำศูนย์เยาชนมาโป ได้ให้ข้อมูลว่า ประเทศเกาหลีใต้ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรุงโซล) ตั้งศูนย์เยาวชนประจำอำเภอ/เขตขึ้น โดยความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว ในศูนย์เยาวชนมาโปมีกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจของเยาวชน อาทิ การเป็นบาริสต้า นักแสดง นักออกแบบเสื้อผ้า นักเขียน ฯลฯ เพื่อให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะและความรู้ที่หลากหลายในช่วงระหว่างหยุดภาคการศึกษา

กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมและอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เน้นการให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จากสาขาอาชีพที่หลากหลาย การสร้างแรงบันดาลใจจากบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมทั้งการฝึกปฏิบัติ เพื่อสร้างความพร้อมในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีพในอนาคต

บรรจุ Gap Year ในหลักสูตรมัธยมปลายให้เด็กได้ค้นหาตัวเอง

ในช่วง ม. 6 ก่อนที่เด็กเกาหลีใต้จะจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย จะมีช่วงเว้นว่างจากการเรียน (GAP Year) ที่รัฐบาลกำหนด (6 เดือน) ในการค้นหาเป้าหมาย หาความฝัน และหาเส้นทางเดินสู่ความสำเร็จ โดยฝึกทักษะอาชีพที่สนใจ (เรียนนอกห้องเรียน) เพื่อให้รู้ว่าใช่และชอบจริงหรือไม่ ตลอดจนมีงานตลาดนัดอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชน อายุ 9-24 ปี ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเข้าถึงสาขาอาชีพต่าง ๆ

คุณ Bokyo กล่าวว่า ในประเทศเกาหลีใต้ ได้บรรจุช่วงเว้นระหว่างภาคการศึกษา 6 เดือน ในหลักสูตรมัธยมศึกษา โดยนำแนวคิดมาจาก Gap Year ของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่ง “Gap Year” หรือ “หนึ่งปีระหว่าง” ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เป็นช่วงที่เยาวชนเดินทางไปรอบโลก หรือไปลองทำงานในสาขาที่จะเรียนต่อในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย หรือไปทำงานอาสาสมัครในประเทศต่าง ๆ เช่น ครูสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เป็นต้น เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้รู้จักตัวเอง รู้จักโลกมากขึ้น และกลับมาตัดสินใจศึกษาต่อในสาขาที่ใช่และชอบจริง ๆ

Entertainer อาชีพใฝ่ฝันยอดฮิตของเด็กเกาหลี

คุณ Bokyo ยังกล่าวอีกว่า มี 3 อาชีพยอดฮิตที่เด็กและเยาวชนในศูนย์เยาวชนมาโป ให้ความสนใจ และรัฐสนับสนุนเต็มที่ เรียงตามลำดับ ได้แก่ 1. เอ็นเตอร์เทนเนอร์ 2. ครู 3. วิทยาศาสตร์สุขภาพ

สาเหตุที่อาชีพเอ็นเตอร์เทนเนอร์ เป็นอันดับ 1 นั้น ด้วยวัฒนธรรมเกาหลีและวงการ Entertainment เป็นที่รู้จักทั่วโลก นำมาซึ่งรายได้ อาชีพ การผลิต การบริโภคสินค้า และบริการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีและวงการ Entertainment อย่างมหาศาล และเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังให้การสนับสนุนอาชีพนี้อย่างจริงจัง

เหล่าศิลปิน Idol ของเด็กและเยาวชนเกาหลีจากค่าย SM Entertainment, YG Entertainment และ JYP Entertainment talent /ภาพประกอบจาก www.dramafever.com


สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนกับเด็กและเยาวชนคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่ปล่อยให้เด็กเติบโตแบบตามมีตามเกิด ตามโชคชะตาฟ้าลิขิต หรือจะเรียนอะไรก็ได้ ทำงานอะไรก็ได้ เด็กและเยาวชนทุกคนต้องมีเป้าหมาย มีแผน และมีความสำเร็จ หากเด็กและเยาวชนเหล่านี้เกิดการตระหนักรู้ถึงการลงทุนดังกล่าวของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ ก็จะไปสู่ความตั้งใจเพื่อค้นหาตัวเอง มีอาชีพและมีงานทำที่ทำให้ประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ผู้เขียน

ภูเบศ จิตรจริง นักสังคมสงเคราะห์ ที่ชอบพูดมากกว่าเขียน มักจะมองเห็นอะไรก็ดูหลากหลายไปเสียหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์หนึ่ง ไม่ให้สีขาวหรือสีดำ และยังยืนยันว่านักสังคมสงเคราะห์ไม่ใช่ศาลไม่มีอำนาจไปตัดสินใคร

 

ภาพประกอบโดย: Siripong Sawatsuntisuk

ติดตามเรื่องราวดีๆจาก Way’s UP กดไลค์เลยยย

(Visited 1,545 times, 1 visits today)
Previous post

นายกรัฐมนตรีเนเธอแลนด์ปั่นจักรยานเข้าเฝ้ากษัตริย์

Next post

นักศึกษาป.โท โอด!! "ซอมบี้อย่าเพิ่งกินเรา เรายังต้องใช้สมองทำธีสิส"

Way's UP

Way's UP

กองบรรณาธิการ Way's UP

No Comment

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *